click
Table Of Contents
Table Of Contents
Table Of Contents

Copilot คือ ผู้ช่วย AI จาก Microsoft ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การทำงานในชีวิตประจำวันง่ายและเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่างอีเมล สรุปการประชุม วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างเอกสาร ทั้งหมดทำได้ด้วยการพิมพ์คำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติเพียงไม่กี่ประโยค

บทความนี้รวบรวมข้อมูลตั้งแต่ว่า Microsoft Copilot คืออะไร? Copilot ทำอะไรได้บ้าง? ใช้ยังไง? และการใช้ Copilot ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานจริง เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศ ผู้จัดการโปรเจกต์ เจ้าของธุรกิจ รวมถึงทีม IT ที่ต้องการนำ AI มาปรับใช้ได้ทันที

 

Copilot คืออะไร? ทำความรู้จักผู้ช่วย AI จาก Microsoft

Microsoft Copilot คือ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งพัฒนาโดย Microsoft ฝังเทคโนโลยีจาก Large Language Model (LLM) ของ OpenAI เข้าไปในระบบนิเวศการทำงานของ Microsoft ทั้งหมด ตั้งแต่ Windows, Bing, Edge ไปจนถึงชุดโปรแกรม Microsoft 365 อย่าง Word, Excel, PowerPoint, Outlook และ Teams

พูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น Copilot คือ AI ที่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ธรรมชาติของคุณ แค่พิมพ์คำสั่ง (Prompt) บอกว่าต้องการอะไร ระบบก็พร้อมดำเนินการให้ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการร่างเอกสาร สรุปการประชุม หรือวิเคราะห์ข้อมูลใน Excel ดังนั้น เมื่อถามว่า Copilot ทำอะไรได้บ้าง คำตอบสั้น ๆ คือแทบทุกงานที่กินเวลาในแต่ละวัน

Microsoft Copilot

 

เบื้องหลัง Copilot ทำงานอย่างไร?

สิ่งที่ทำให้ Copilot ต่างจาก Chatbot ทั่วไป ซึ่ง Microsoft เรียกว่า Prometheus Model เป็นระบบ AI ผสาน LLM จาก OpenAI เข้ากับเทคโนโลยี 2 ชั้นมาทำงานพร้อมกัน ดังนี้

1. Retrieval Augmented Generation (RAG)

เป็นกลไกเพื่อให้ Copilot ไม่ได้ตอบจากความรู้ที่ถูกฝึกมาเพียงอย่างเดียว แต่จะดึงข้อมูลจริงของคุณผ่าน Microsoft Graph API ได้แก่ ไฟล์ใน OneDrive, อีเมลใน Outlook, ปฏิทินใน Calendar และข้อความใน Teams จากนั้นนำมาเป็นบริบท (Context) ในการสร้างคำตอบที่ตรงกับสถานการณ์จริงของคุณโดยเฉพาะ

2. Office Code Generator

ทำหน้าที่แปลงคำสั่งให้กลายเป็น Action จริงภายในแอป ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณสั่งให้ Copilot “สร้าง Slide จากเอกสาร Word นี้” ระบบจะไม่ได้แค่ตอบเป็นข้อความ แต่จะสั่ง PowerPoint ให้สร้าง Slide จริง ๆ ให้คุณเลย ทั้งหมดนี้ประมวลผลบน Azure OpenAI ซึ่ง Microsoft ยืนยันว่าข้อมูลในองค์กรของคุณไม่ถูกนำไปใช้ในการเทรน AI และไม่ถูกเก็บหลังจากการประมวลผลเสร็จสิ้น

3. Work IQ

นอกจากสองชั้นข้างต้นแล้ว อัปเดตล่าสุดจาก Microsoft Ignite 2025 คือการเปิดตัว Work IQ ซึ่งเป็น Intelligence Layer ที่ช่วยให้ Copilot เข้าใจคุณในฐานะผู้ใช้งานแบบเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดย Work IQ จะเรียนรู้สไตล์การเขียน นิสัยการทำงาน และความสัมพันธ์ในองค์กรของคุณจากอีเมล ไฟล์ การประชุม และแชทใน Teams เพื่อให้คำแนะนำและผลลัพธ์ที่แม่นยำและตรงบริบทยิ่งขึ้นในทุกครั้งที่ใช้งาน

 

Copilot เริ่มต้นมาจากไหน?

Microsoft เปิดตัวในชื่อ Bing Chat เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ก่อนจะรีแบรนด์มาเป็น Copilot และขยายการทำงานเข้าสู่ Windows 11, Microsoft Edge จนถึงชุดแอป Microsoft 365 ในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน ต่อมาในปี 2025 Microsoft ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Agent Mode และ Work IQ ที่ทำให้ Copilot ก้าวข้ามจากผู้ช่วยสนทนาธรรมดาไปสู่ระบบ AI ที่สามารถทำงานหลายขั้นตอนได้อย่างอิสระ จนถึงปัจจุบัน Copilot กลายเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์ AI ของ Microsoft ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ในระบบของบริษัท

 

Microsoft Copilot แตกต่างจากเวอร์ชันอื่นยังไง?

Microsoft Copilot คือแบรนด์ AI ครอบจักรวาลของ Microsoft มีหลากหลายรูปแบบตามการใช้งาน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่

1. Copilot (ฟรี)

เข้าถึงได้ผ่าน copilot.microsoft.com, Windows 11, Microsoft Edge และแอปมือถือ เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ต้องการถามตอบ สร้างเนื้อหา หรือค้นหาข้อมูลแบบ AI โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

2. Microsoft 365 Copilot

แผนสำหรับองค์กรที่มีใบอนุญาต Microsoft 365 (E3 หรือ E5) ซึ่งจะฝัง AI เข้าไปในทุกแอปของ Office โดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในองค์กร เช่น ไฟล์ใน OneDrive, ประวัติอีเมล และปฏิทินทีมได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงรองรับ Work IQ และ Agent Mode ที่ช่วยให้ Copilot ทำงานแบบ Multi-Step ได้อัตโนมัติ

3. GitHub Copilot

รูปแบบเฉพาะสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ช่วยเขียนโค้ด แนะนำ syntax และดีบัก

 

Copilot แตกต่างจาก ChatGPT อย่างไร?

แม้ทั้งคู่จะใช้เทคโนโลยี LLM จาก OpenAI เป็นฐาน แต่จุดต่างหลักอยู่ที่ “บริบทของการทำงาน” ChatGPT เป็น AI แบบ Standalone ออกแบบมาเพื่อการสนทนาและสร้างเนื้อหาทั่วไป ในทางตรงกันข้าม Copilot ถูกออกแบบมาเพื่อฝังตัวในระบบงานของ Microsoft โดยเฉพาะ ซึ่งหมายความว่าสามารถเข้าถึงไฟล์ใน OneDrive อีเมลใน Outlook ประวัติการประชุมใน Teams และข้อมูลอื่น ๆ ในองค์กรของคุณได้โดยตรง ขณะที่ ChatGPT ทำงานแบบ Standalone โดยไม่เชื่อมต่อกับระบบงานเหล่านี้ นอกจากนี้ Copilot ยังรองรับการค้นหาข้อมูลจากเว็บแบบเรียลไทม์ผ่าน Bing และในปี 2025 ยังรองรับการเลือกใช้โมเดล AI ได้หลากหลาย ทั้งจาก OpenAI และ Anthropic ภายในแอปเดียวกันอีกด้วย

 

ครอบคลุมทุกการทำงาน Copilot ทำอะไรได้บ้าง?

Copilot ทำอะไรได้บ้างที่ทำให้น่าสนใจได้มากขึ้น สามารถทำงานข้ามแอปพลิเคชันได้อย่างไร้รอยต่อ ดังนี้

  • Copilot ใน Word

จากไอเดียกลายเป็นเอกสารในไม่กี่นาที ตั้งแต่ร่างเนื้อหาตามหัวข้อที่คุณกำหนด ไปจนถึงตรวจทานไวยากรณ์ ปรับโทนการเขียน สรุปเอกสารยาว หรือขยายเนื้อหาจากหัวข้อย่อให้กลายเป็นย่อหน้าเต็ม ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังรองรับ Agent Mode (หรือ Edit with Copilot) ที่ช่วยแก้ไขและปรับปรุงเอกสารแบบ Multi-Step โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ Work IQ ยังดึงข้อมูลจากไฟล์ อีเมล และการประชุมที่เกี่ยวข้องมาประกอบการเขียนได้ทันที

  • Copilot ใน Excel

วิเคราะห์ข้อมูลโดยไม่ต้องรู้สูตรทุกตัว สำหรับคนที่ไม่ถนัด Excel สูตรซับซ้อน หรือการสร้างกราฟ เพียงถามด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น “สรุปยอดขายรายเดือนและสร้างกราฟเปรียบเทียบ” ระบบจะวิเคราะห์ข้อมูลในสเปรดชีตและสร้างผลลัพธ์ให้ทันที พร้อมไฮไลต์ Trend หรือข้อมูลที่ผิดปกติให้ด้วย นอกจากนี้ Agent Mode ใน Excel ยังรองรับการเลือกใช้โมเดล AI จาก OpenAI หรือ Anthropic เพื่องานที่ซับซ้อนได้อีกด้วย

  • Copilot ใน PowerPoint

สร้าง Presentation จากเอกสารที่มีอยู่ ด้วยการแปลง Word Document หรือ PDF ให้กลายเป็น Slide Deck ได้อัตโนมัติ ทั้งยังสามารถสั่งให้ปรับ Layout, เปลี่ยน Font ทั้ง Deck, เพิ่ม Animation หรือให้ Copilot เขียน Speaker Notes ประกอบแต่ละสไลด์ได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันยังรองรับการดึง Organization Images หรือโลโก้บริษัทมาใส่ Slide โดยตรงผ่าน Asset Library ขององค์กรได้แล้ว

  • Copilot ใน Outlook

ช่วยจัดการอีเมลหลักร้อยฉบับให้ง่ายขึ้น ตั้งแต่สรุปประเด็นสำคัญจากอีเมลยาว สร้างร่างการตอบกลับที่สอดคล้องกับบริบท ไปจนถึงปรับโทนอีเมลจาก Casual เป็น Professional หรือค้นหา Thread ที่ต้องการได้ด้วยภาษาพูดธรรมชาติ นอกจากนี้ยังรองรับการวิเคราะห์ Inbox และปฏิทินแบบ Cross-App เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญของงานในแต่ละวันได้ด้วย

  • Copilot ใน Teams

ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประชุมอัจฉริยะ โดยถอดข้อความการประชุม (Transcription) สรุปประเด็นสำคัญ จับ Action Items รวมถึงระบุว่าใครรับผิดชอบอะไร ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจดโน้ตระหว่างประชุมอีกต่อไป ในกรณีที่เข้าประชุมสาย ก็ยังไล่ตามเนื้อหาได้ทันที นอกจากนี้ยังรองรับ Teams Mode ที่ช่วยขยายการสนทนากับ Copilot จากแบบ 1:1 ไปสู่ Group Chat ได้ในขั้นตอนเดียว

  • Copilot ใน SharePoint

ค้นหาและสรุปข้อมูลองค์กรได้แบบ Instant สำหรับองค์กรที่เก็บเอกสารใน SharePoint สามารถค้นหาไฟล์ด้วยภาษาธรรมชาติ เช่น “เอกสารนโยบายการขายปี 2024” จากนั้น AI จะดึงเนื้อหาสำคัญออกมาสรุปให้ได้เลย โดยไม่ต้องไล่ดูทีละไฟล์

 

คู่มือเริ่มต้น Copilot ใช้ยังไง? ฉบับเข้าใจง่าย

Copilot ใช้ยังไง สำหรับมือใหม่ แบบเข้าใจง่าย ขอแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางตามประเภทผู้ใช้ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากเส้นทางไหน การใช้ Copilot ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคใด ๆ เลย

วิธีเริ่มต้นใช้ Copilot ฟรี

สำหรับผู้ที่ยังไม่มี Microsoft 365 หรืออยากทดลองก่อน ทำได้ง่ายมาก เพียงไปที่ copilot.microsoft.com แล้วล็อกอินด้วย Microsoft Account หรือบัญชี Outlook ที่มีอยู่ก็ใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ยังเข้าถึงได้ผ่าน Microsoft Edge โดยคลิกไอคอน Copilot มุมขวาบน

วิธีใช้ Copilot ใน Microsoft 365

สำหรับผู้ที่มี License Microsoft 365 Copilot แล้ว การใช้ Copilot ใน Office Apps จะมี Panel หรือปุ่ม Copilot ปรากฏขึ้นภายในแอปนั้น ๆ โดยตรง หลักการใช้งานมีเพียง 3 ขั้นตอน

  • ขั้นที่ 1 : เปิดแอปที่ต้องการ เช่น Word, Excel หรือ Teams แล้วคลิกไอคอน Copilot
  • ขั้นที่ 2 : พิมพ์ Prompt บอกสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจน เช่น “สรุปรายงานยอดขายไตรมาส 3 เป็น 5 bullet points” หรือ “ร่างอีเมลขอบคุณลูกค้าในโทนมืออาชีพ” ยิ่ง Prompt ละเอียด ผลลัพธ์ยิ่งแม่นยำ
  • ขั้นที่ 3 : ตรวจสอบและปรับแต่ง Copilot จะสร้างผลลัพธ์ให้ คุณสามารถขอให้แก้ไข ปรับโทน หรือเพิ่มรายละเอียดได้ทันทีในการสนทนาเดียว

 

เคล็ดลับการเขียน Prompt ให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้น

Copilot กับความปลอดภัยด้านข้อมูล

การใช้ Copilot ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องอาศัยการเขียน Prompt ที่ดี หลักการง่าย ๆ คือระบุให้ครบ 4 องค์ประกอบ โดยในแต่ละองค์ประกอบยิ่งระบุรายละเอียดได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะยิ่งตรงความต้องการมากขึ้นเท่านั้น

  • บทบาท : เริ่มต้นด้วยการบอก Copilot ว่าคุณต้องการให้มันรับบทบาทอะไรในงานชิ้นนี้ เช่น “ในฐานะนักการตลาดผู้เชี่ยวชาญ” หรือ “ในฐานะผู้ช่วยฝ่าย HR” การกำหนดบทบาทช่วยให้ Copilot ปรับมุมมองและสไตล์การตอบสนองให้เหมาะกับบริบทงานของคุณมากขึ้น
  • งาน : จากนั้นระบุให้ชัดเจนว่าต้องการให้ทำอะไร อย่าบอกแค่ “เขียนอีเมล” แต่ควรบอกว่า “ร่างอีเมลแนะนำตัวไปหาลูกค้าใหม่” หรือ “สรุปรายงานฉบับนี้เป็น 3 ประเด็นหลัก” ความชัดเจนของงานคือกุญแจที่ทำให้ผลลัพธ์ตรงที่สุด
  • บริบท : นอกจากนี้ ให้ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น กลุ่มเป้าหมายคือใคร งานนี้ใช้ในโอกาสไหน หรือมีข้อจำกัดอะไรบ้าง เช่น “ลูกค้าเป็นผู้บริหารระดับ C ในธุรกิจ B2B” หรือ “เนื้อหานี้จะนำเสนอในที่ประชุมกรรมการ”
  • รูปแบบผลลัพธ์ : สุดท้าย กำหนดว่าต้องการผลลัพธ์ในรูปแบบไหน เช่น “เขียนเป็น Bullet Points 5 ข้อ” หรือ “ตอบแบบย่อหน้า ไม่เกิน 150 คำ” หรือ “จัดเป็นตารางเปรียบเทียบ” การระบุรูปแบบล่วงหน้าช่วยประหยัดเวลาการแก้ไขได้มาก

ตัวอย่าง Prompt เช่น “ในฐานะผู้ช่วยฝ่ายการตลาด จงร่างอีเมลแนะนำโปรโมชันสินค้าใหม่ให้ลูกค้า B2B โดยเน้น ROI และใช้ภาษาเป็นมืออาชีพ ไม่เกิน 150 คำ”

 

Copilot คืออะไรในแง่ความปลอดภัยด้านข้อมูล?

ข้อกังวลจากหลายองค์กร มักถามเกี่ยวกับการใช้ Copilot คือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล โดย Microsoft ชี้แจงไว้ชัดเจนว่า Copilot ไม่นำข้อมูลของคุณไปใช้ในการเทรนโมเดล AI ต่อ รวมถึงข้อมูลภายในองค์กร นอกจากนี้ การเข้าถึง Copilot จะถูกจำกัดเฉพาะสิ่งที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แล้วตาม Permission ของระบบเท่านั้น ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบภายใต้หลัก Responsible AI และมาตรฐานการรักษาความเป็นส่วนตัวระดับองค์กร

 

Copilot คือ AI ที่ตอบโจทย์การทำงานในยุคใหม่

Copilot คือ AI ฝังตัวอยู่ในกระบวนการทำงานจริงของคุณ ช่วยลดงาน Routine ที่เสียเวลาโดยไม่จำเป็น เพื่อเปิดพื้นที่ให้คุณโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการร่างเอกสารใน Word วิเคราะห์ข้อมูลใน Excel สร้าง Presentation ใน PowerPoint จัดการ Inbox ใน Outlook หรือสรุปการประชุมใน Teams ทั้งหมดนี้ทำได้จริงในปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วย Work IQ และ Agent Mode ที่เปิดตัวในช่วงปลายปี 2025 Copilot ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยรับคำสั่งอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็น AI ที่สามารถวางแผนและดำเนินงานหลายขั้นตอนในนามของคุณได้ ด้วยเหตุนี้ ทุกองค์กรที่ใช้ระบบ Microsoft 365 อยู่แล้วจึงสามารถเริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์ม

 

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว


 

หาก ต้องการหา Partner ที่ตอบโจทย์ต่อธุรกิจคุณ Cotactic Media SEO Agency ชั้นนำที่พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์เคียงข้างคุณ เราให้บริการรับทำ SEO ครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์โครงสร้างเว็บ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์ Content เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตบน Search Engine

โทร. 065-095-9544

Inbox: m.me/cotactic

Line: @cotactic

บทความที่เกี่ยวข้อง

Target Audience คืออะไร? วิธีหาลูกค้าที่ใช่ เพื่อให้การตลาดได้ผลจริง

Clickbait คืออะไร? เทคนิคพาดหัวล่อเป้า ดีจริงไหม | Cotactic

Clickbait คืออะไร? รู้จักพาดหัวล่อเป้า ดาบสองคมที่ส่งผลต่อ SEO

ต้องการหาทีม DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ต้องการหาทีม
DIGITAL MARKETING
เพื่อชิงการเป็นเจ้าตลาด อยู่หรือไม่ ?

ต้องการทีมช่วยทำ Digital Marketing และสร้าง Real-Time Dashboard สำหรับแคมเปญของคุณหรือไม่? เริ่มเลยวันนี้

ต้องการทีมช่วยทำ Digital Marketing และสร้าง Real-Time Dashboard สำหรับแคมเปญของคุณหรือไม่? เริ่มเลยวันนี้ ต้องการทีมช่วยทำ Digital Marketing และสร้าง Real-Time Dashboard สำหรับแคมเปญของคุณหรือไม่? เริ่มเลยวันนี้ ต้องการทีมช่วยทำ Digital Marketing และสร้าง Real-Time Dashboard สำหรับแคมเปญของคุณหรือไม่? เริ่มเลยวันนี้ ต้องการทีมช่วยทำ Digital Marketing และสร้าง Real-Time Dashboard สำหรับแคมเปญของคุณหรือไม่? เริ่มเลยวันนี้