July 20, 2022

กลยุทธ์การตลาด คืออะไร? สำคัญต่อคนทำธุรกิจอย่างไร

Reading Time: 4 minutes

อ่านตรงนี้ก่อน ถ้าคุณยังไม่เข้าใจว่า “กลยุทธ์การตลาด คืออะไร” การออกแบบกลยุทธ์การตลาดนั้นคุณต้องมีแบบแผนทางความคิดก่อนเสมอ ซึ่งในท้ายบทความ Cotactic มีระบบ Workflow ในการวางกลยุทธ์การตลาดเตรียมไว้ให้คุณแล้ว แนะนำให้อ่านทุกข้อเพื่อที่คุณจะได้สามารถนำ Workflow การวางกลยุทธ์การตลาดของ Cotactic ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

1. ทำความเข้าใจ “กลยุทธ์ทางการตลาด”

กลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) คืออะไร?

ขั้นตอนหรือกระบวนการที่ผ่านการคิดวิเคราะห์ออกมาเป็นแบบแผน ว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจของคุณนั้นบรรลุเป้าหมายทางการตลาด เพื่อเป็นที่หมายปองของลูกค้า ด้วยรูปแบบการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ โดย Digital Marketing Strategy หรือ กลยุทธ์ทางการตลาด คือ การทำการตลาดบนช่องทางออนไลน์นั่นเอง

กลยุทธ์การตลาด น่ะหรอ…ไม่เห็นจำเป็นเลย

“ทิศทางสำคัญกว่าความเร็วเสมอ” หากคุณพัฒนาธุรกิจ โปรโมทผลิตภัณฑ์ และบริการออกไป โดยไม่มีกลยุทธ์การตลาดอยู่เบื้องหลัง ก็เปรียบเสมือนกับการที่คุณกำลัง “วิ่งโดยไม่ผูกเชือกรองเท้า” ถึงแม้ว่าคุณจะออกตัวได้เร็วกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป คำถามคือใครล่ะจะวิ่งได้นาน และมั่นคงกว่ากัน?

ทำความเข้าใจกลยุทธ์การตลาดคือ

 

2. Business Life Cycle ทีม In-House ควรรู้ก่อนวาง กลยุทธ์ทางการตลาด

Business Life Cycle กลยุทธ์การตลาด

Business Life Cycle สำคัญกับ กลยุทธ์การตลาด อย่างไร?

เลือกพิจารณา Stage ของธุรกิจคุณได้จากปัจจัยเหล่านี้ Cost (ค่าใช้จ่าย), Sale (ยอดขาย) และ Profit (กำไร) จากนั้นคุณจะเห็นว่าทิศทางของธุรกิจ และกลยุทธ์การตลาดของคุณควรมุ่งไปที่ทิศทางใด ยกตัวอย่างเช่น

Stage 1 : Launch & Startup

จุดเริ่มต้นของทุกธุรกิจ ต้องผ่านการลองผิดลองถูกทางกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการเข้าไปอยู่ในตลาดให้ได้ เป็น Stage ที่มีค่าใช้จ่ายสูง ยอดขายน้อย และยังไม่มีกำไร สิ่งที่คุณควรจะโฟกัสใน Stage นี้ คือ

  • กล้าทดลอง
    เพราะธุรกิจของคุณขับเคลื่อนด้วยการลองไอเดียใหม่ ๆ เพื่อหาว่ากลยุทธ์การตลาดแบบไหนเหมาะกับคุณ
  • มองหาเพื่อนคู่คิด
    การได้เลือกใช้
    Digital Marketing Agency และคุยกับผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ ทำให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจน ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการพัฒนาธุรกิจของคุณ และยังช่วยวางทิศทางของกลยุทธ์การตลาดได้ดียิ่งขึ้น
  • รากไม้มาก่อนลำต้น
    ถึงเวลาทำ Digital Marketing อย่างเต็มอัตรา คุณต้องมีเพจหรือช่องทางของตัวเองบน Online Platforms อย่างน้อย 1 Platform ที่คุณชำนาญมาก ๆ เพื่อเป็นช่องทางหลักในการเข้าหากลุ่มเป้าหมาย

Stage 2 : Growth

จุดที่ธุรกิจกำลังจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ค่าใช้จ่ายเริ่มลดลง จำนวนยอดขายเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับรายไตรมาสหรือปี และเริ่มมีกำไรเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มาก แนวทางสำหรับ Stage นี้คือ

  • เข้าถึงคนให้เยอะที่สุด
    วางกลยุทธ์การตลาดสำหรับช่องทางใหม่ ๆ ในการโปรโมทสินค้าและบริการ เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่องทางให้อยู่ในมือคุณ
  • กล้าลงทุน
    การประหยัดใน Stage นี้จะเป็นการ “ประหยัดที่แพงที่สุดในชีวิตของคุณ” ถึงเวลาเพิ่มงบกลยุทธ์ทางการตลาดให้มากขึ้น และทดลอง Marketing Tech ต่าง ๆ เพื่อให้เกิด Efficiency ในการทำงานสูงสุด สร้างพื้นที่สำหรับตัวคุณเองในการมองหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อ Capture Growth% ให้ได้สูงที่สุด
  • ขยายทีม
    ถึงเวลาที่คุณจะแบ่งงานการตลาดออนไลน์ที่เป็นงาน Routine ของคุณให้กับ Digital Marketing Agency หรือ หัวหน้าทีม Digital Marketing In-House เพื่อโฟกัสเรื่องระบบ Operation และเพิ่มจำนวนพนักงาน

Stage 3 : Maturity

เป็นจุดอิ่มตัวของธุรกิจ ค่าใช้จ่ายของคุณจะลดลง มียอดขายเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และผลกำไรเข้ามาอย่างชัดเจน คุณสามารถถอยออกมาเพื่อดูภาพรวม และให้คนทำงานแทนคุณได้ ธุรกิจนี้จะอยู่ได้เป็นปี ๆ ตราบใดที่ตลาดยังคงต้องการสินค้าของคุณ กลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสมกับ Stage นี้คือ

  • การรักษาลูกค้าเก่าให้ดีที่สุด เพราะคนกลุ่มนี้แหละ ที่จะเป็นคนหาลูกค้าใหม่ ๆ มาให้คุณเอง
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้คุณกลับไปเริ่ม Stage 2 : Growth อีกครั้งหนึ่ง
  • Exit Strategy ขายธุรกิจเพื่อเก็บผลกำไรไว้อย่างปลอดภัย พร้อมเข้าสู่การเริ่มต้นใหม่ในธุรกิจอื่น ๆ

Stage 4 : Decline

จุดที่กำไรของคุณลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางระบบการเงิน, รูปแบบการทำโฆษณา, สถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือแม้กระทั่งคู่แข่งที่พัฒนา Innovation ใหม่ขึ้นมา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือการมาของ Digital Transformation และ COVID-19 ที่ทำให้นักการตลาด หรือเจ้าของธุรกิจต้องหันมาปรับกลยุทธ์การตลาดกันยกใหญ่

 

3. กลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ จะให้สตรอง เป้าหมายต้องชัดเจน

สร้างกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ ด้วยหลักการ GTCMIT จาก Cotactic จะช่วยให้คุณเห็นภาพกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ และออฟไลน์ของคุณได้ชัดเจนมากขึ้น

Goal

กำหนดเป้าหมายของคุณ ในกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่นี้ว่าคุณต้องการอะไร ยกตัวอย่างเช่น

    1. “ต้องการเพิ่มยอดขายกระเป๋าหนังให้ได้ 2 เท่าในระยะเวลา 9 เดือน”
    2. “ต้องการเพิ่มยอดจองโรงแรม 4,500 Booking ในช่วง High Season”
    3. “ต้องการทำ Lead Generation หาผู้ทดลองใช้ Fitness จำนวน  2,000 Leads ต่อเดือน
ควรระบุ Results ,สินค้า และประเภทธุรกิจอย่างชัดเจน เพื่อที่คุณจะสามารถคำนวณ KPI (Key Performance Index) และ Investment ได้อย่างถูกต้อง

 

หากคุณมีเป้าหมายอยู่แล้ว กดที่นี่ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยคำนวณ KPI ที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของคุณ

Target

คุณต้องตอบคำถามให้ได้ว่า กลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่นี้ กลุ่มลูกค้าของคุณคือใคร และสนใจอะไร? ยกตัวอย่างเช่น

  1. Niche Target “กลุ่มนักศึกษาจบใหม่เพศชาย อายุ 22 – 25 ปี ที่กำลังมองหากระเป๋าหนังสำหรับใส่แมคบุ๊คไปทำงาน”
  2. Moderate Target “คู่รักพนักงานออฟฟิศทั่วไป อายุ 25 – 40 ปี ชอบท่องเที่ยวต่างจังหวัด”
  3. Board Target “กลุ่มคนอายุ 25 – 65 ปี ต้องการมีหุ่นที่ฟิตและสุขภาพดีขึ้น
เราจะรู้ได้ยังไงว่ากลุ่มลูกค้าของเราคือใคร?
– ดูข้อมูลย้อนหลังคนที่ซื้อสินค้าของคุณ
– ทำแบบสอบถามลูกค้าเก่า
– A/B Testing กลุ่มเป้าหมายแบบต่างๆใน Facebook Ads คือวิธีที่คุณจะได้เจอ Insight ใหม่ ๆ ที่คุณคาดไม่ถึง

Channel

ช่องทางสำหรับการโปรโมทผลิตภัณฑ์ และบริการของคุณให้สอดคล้องกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น

  1. โปรโมทกระเป๋าหนังบน Instagram เพื่อเข้าถึงลูกค้าวัยรุ่น
  2. โปรโมทที่พักบน Google Search เพราะต้องการเข้าถึงคนที่กำลังค้นหาสถานที่ท่องเที่ยว
  3. โปรโมทฟิตเนสบน Facebook และ Instagram เพราะต้องการเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก
เลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับ Platforms ช่วยให้คุณให้คุณเข้าถึงลูกค้าได้ดีขึ้น เช่น ใน Tiktok เลือกใช้สื่อที่เป็น Video 10 – 15 วินาที, Facebook เลือกใช้สื่อที่เป็นรูปนิ่งหรือ Video 15 – 60 วินาที

Key Message

ในกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่นี้ จุดขายหรือสิ่งที่คุณอยากสื่อสารออกไปยังกลุ่มเป้าหมายคืออะไร? ยกตัวอย่างเช่น

  1. กระเป๋าหนังแท้ อยากโฟกัสเรื่อง “การรับประกันตลอดชีพ”
  2. คนที่จองห้องพัก “รับ Dinner Package ฟรี!” สำหรับคนที่มาเป็นคู่
  3. ฟิตเนสสาขาใหม่อยากเปิดให้ “ทดลองเข้า Group Class ฟรี”
ในยุคที่โฆษณาล้น Feed การให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย “ตัดสินใจง่ายขึ้น”

กลยุทธ์การตลาด Key Message

Investment

การกำหนดขนาดการลงทุนสำหรับกลยุทธ์การตลาดของคุณ ซึ่งงบอันนี้โดยปกติแล้วจะใช้สำหรับ ซื้อพื้นที่ในการโฆษณาบนช่องทางออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น

  1. ธุรกิจ A มีงบสำหรับลงทุนในการตลาดอยู่ 300,000 บาทต่อเดือน ใช้สำหรับ Facebook Ads และ Google Search Ads
ขนาดการลงทุนของกลยุทธ์การตลาดแนะนำที่ 20% ของยอดขายต่อเดือน

Timeline

ระยะเวลาของการทำแคมเปญการตลาดของคุณ ยกตัวอย่างเช่น

  1. อยากทดลองตลาดเป็นเวลา 1 เดือน เริ่มโปรโมทวันที่ 25 มกราคม
  2. ต้องการเริ่มแคมเปญการตลาดในเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม ทั้งหมด 3 เดือน
  3. ต้องการทำแคมเปญการตลาด 6 เดือน เริ่มต้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า
การกำหนดวันเวลาให้ชัดเจน ช่วยให้เห็นภาพ KPI และ Investment ต่อเดือนได้ดียิ่งขึ้น

ถ้าตอนนี้คุณกำลังจดไอเดียทั้งหมดลงกระดาษล่ะก็ เราขอแนะนำเครื่องมือกลยุทธ์การตลาด GTCMIT ที่ช่วยออกแบบกลยุทธ์การตลาด พร้อมเคล็ดลับจาก Cotactic ให้คุณได้กลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมนำไปใช้ได้ทันที พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วย Guide ทีมของคุณ!

 

4. ตัวอย่าง กลยุทธ์การตลาด 8P MARKETING MIX ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ

มาดูกันว่ากลยุทธ์การตลาดนี้คืออะไร และมีอะไรบ้าง ส่วนไหนที่คุณสามารถเพิ่มและปรับปรุงให้ธุรกิจของคุณแข่งแกร่งยิ่งขึ้น!

กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ( Product Strategy )

กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ คือ กลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ช่วยมอบ User Experience ที่ดีจนกลุ่มเป้าหมายถูกอกถูกใจจนมีสาวกมากมายที่ตั้งตารอสินค้าของคุณ ยกตัวอย่าง กรณีศึกษาของ Apple ที่มุ่งพัฒนาสินค้าให้มีความ Innovative อยู่เสมอ

นอกจากนี้การนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมา Mix & Match เพื่อสร้างมูลค่าที่มากขึ้นในต้นทุนที่เท่าเดิม เช่น แคมเปญ Hashtag Burger ของ Burger King ที่นำเมนูเก่า ๆ มาผสมผสานกับเมนูอื่นออกมาเป็นเมนูแปลกใหม่ที่ใคร ๆ ก็อยากทดลอง

จะสังเกตเห็นว่า Product Strategy ไม่ใช่เรื่องของการมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่คุณต้องหันกลับมามองว่า “เราจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่เรามีอยู่ได้อย่างไร”

กลยุทธ์การตลาด Product Strategy

กลยุทธ์ราคา ( Price Strategy )

กลยุทธ์ราคา คือ กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้า คุณต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตบวกผลกำไรและดูปัจจัยอื่น ๆ เช่น คู่แข่งของคุณหรือสภาพการณ์ในตลาด จึงค่อยกำหนดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการออกมา โดยหลัก ๆ แล้วกลยุทธ์การตั้งราคาจะอยู่บน 5 คอนเซ็ปต์นี้เสมอ ซึ่งการตั้งราคาแต่ละแบบส่งผลในด้านจิตวิทยาอย่างมาก

  1. ตั้งราคาสูงกว่าตลาด
    ส่งผลให้ลูกค้าคาดหวังสินค้าที่มีคุณภาพเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเน้น Quality Branding การทำกำไรจากกลยุทธ์ การตั้งราคานี้คุณต้องเน้นที่ “
    คุณภาพมากกว่าปริมาณ”
  2. ตั้งราคาต่ำกว่าตลาด
    อาจส่งผลให้ลูกค้าบางกลุ่มมองว่า มักมีราคาอื่นแอบแฝงมาเสมอและบ่อยครั้งที่เสียลูกค้าประจำไปเมื่อขึ้นราคาสินค้าในภายหลัง เพราะจะถูกมองว่าแพง การทำกำไรจากกลยุทธ์การตั้งราคานี้คุณต้องเน้นที่ “
    ปริมาณมากกว่าคุณภาพ”
  3. ตั้งราคาประหยัด
    คือราคาที่เป็นไปตามมาตรฐานของตลาด ซึ่งการสร้างกำไรจากกลยุทธ์การตั้งราคานี้อยู่ที่การ “
    ควบคุมราคาต้นทุนของธุรกิจให้ต่ำลง”
  4. ตั้งราคากวาดตลาด
    ตั้งราคาสูงกว่าปกติเอาไว้ จากนั้นค่อยลดราคาลงมาตามปกติของคุณ ส่งผลให้ลูกค้ามองว่าเวลานี้คือโอกาสในการเข้าซื้อสินค้าของคุณ การทำกำไรจากกลยุทธ์การตั้งราคานี้คุณต้อง “
    เลือกช่วงเวลาให้เหมาะสม”
  5. ลงท้ายเลข 9 เพื่อความก้าวหน้า
    การตั้งราคาให้ลงท้ายด้วยเลข 9 จะส่งผลต่อลูกค้าก็ต่อเมื่อเลขด้านหน้าสุดมีการลดลง เช่น จากราคา 300 เหลือ 299 จะทำให้สมองของเราจัดประเภทว่าของชิ้นนี้ราคา 200 กว่าบาท หากเปรียบเทียบจาก 350 เหลือ 349 ถึงจะลดราคาเท่ากันแต่ราคาโดยรวมยังอยู่ใน 300 เหมือนเดิม

กลยุทธ์การตลาดที่น่าสนใจถัดมา คือ รูปแบบของการชำระเงิน เช่น Subscription Business Model รูปแบบการชำระเงินที่พวกเราคุ้นเคยกันดี การประยุกต์ใช้กลยุทธ์นี้กับธุรกิจของคุณเหมาะกับสินค้าที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีพ ขอยกตัวอย่างจาก 2 แบรนด์นี้ 

  1. Coway (ธุรกิจเครื่องกรองน้ำ) ที่เข้าใจความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะสินค้าที่เป็นการลงทุนในระยะยาว ควรให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์ก่อนเสมอ จึงมีระบบ Subscription ในราคารายเดือนที่ต่ำกว่าราคาผ่อน ซึ่งเป็นอีกทางนึงจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายกล้าทดลองและมีโอกาสใช้สินค้า ซึ่งนำไปสู่การขายสินค้าในที่สุด
  2. Ira Concept (ธุรกิจผ้าอนามัยออแกนิค) เพราะผ้าอนามัยเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกเดือน ทำให้ระบบ Subscription ของธุรกิจนี้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายอย่างมาก เพราะช่วยประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกได้ขั้นสุด

แล้วธุรกิจของคุณล่ะสามารถนำ Subscription Business Model มาประยุกต์ใช้ได้หรือเปล่า?

กลยุทธ์ช่องทางการตลาด ( Placement Strategy )

กลยุทธ์ช่องทางการตลาด คือ การเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์และกลุ่มเป้าหมาย เช่น เลือกใช้ Facebook Ads สำหรับธุรกิจค้าปลีกในการเข้าถึงลูกค้า B2C และโฆษณาบน Google Search Ads เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า B2B ที่ต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมากกว่า

ไม่ใช่แค่ช่องทางแต่รวมถึงสถานที่ด้วย หากเป็นธุรกิจค้าปลีก สิ่งที่สำคัญ คือ การเลือกชั้นวางผลิตภัณฑ์ให้อยู่ในระดับสายตา และตำแหน่งของชั้นวางของคุณส่งผลอย่างยิ่งต่อการที่กลุ่มเป้าหมายจะเข้ามาทำความรู้จักผลิตภัณฑ์ของคุณ

กลยุทธ์การตลาด Placement Strategy

กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด ( Promotion Strategy )

กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด คือ กลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นการขายด้วยการจัดโปรโมชั่นให้ผลิตภัณฑ์และบริการของคุณ ซึ่งโปรโมชั่นมักจะอยู่ภายใต้ 4 คอนเซ็ปต์ของการลดราคา, แลกของรางวัล, แจกของขวัญ หรือ ซื้อ 1 แถม 1 เพียงแค่รูปแบบของการนำเสนอจะต่างกันออกไปให้น่าสนใจขึ้นเท่านั้นเอง

กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์ ( Packaging Strategy )

สำหรับกลยุทธ์การตลาดด้านบรรจุภัณฑ์จะมี 2 ปัจจัยหลักที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นั่นคือ

  1. Emotional คือ วิธีสื่อสารผ่านการเลือกใช้ รูปทรง ภาพลักษณ์ สี หรือแม้กระทั่งการตลาดด้วยการใช้กลิ่น มาสร้างอารมณ์ร่วมให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงอารมณ์ รสชาติ หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์
  2. Functional คือ การใช้งานจริงหรือปฏิสัมพันธ์ของลูกค้ากับบรรจุภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น การให้ข้อมูลที่ชัดเจน อ่านง่าย การเรียบเรียงข้อมูลที่จัดประเภทอย่างเป็นระเบียบ ความทนทาน และขนาดของบรรจุภัณฑ์

คุณลองสังเกตดูสิว่า มีกล่องบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ไหนบ้างที่คุณไม่กล้าทิ้ง และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น บรรจุภัณฑ์นี้มอบความรู้สึกอะไรให้กับคุณ? 

กลยุทธ์การตลาด Packaging Strategy

กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย ( Personal Strategy )

กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย คือ กลยุทธ์การตลาดในการใช้คนในการเพิ่ม User Experience ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกช่องทางที่คุณและลูกค้ามาเจอกัน โดยหลัก ๆ แล้วจะมี 3 บริบทดังนี้

  1. การสื่อสารผ่านข้อความ Chat หรือ E-Mail ควรไปในทิศทางของการแจ้งข้อมูลต่าง ๆ ที่ครบถ้วน และสอบถามความต้องการของลูกค้าให้ชัดเจน เพราะการสื่อสารประเภทนี้มีโอกาส Miscommunication สูงที่สุด
  2. การสื่อสารทางโทรศัพท์ ต้องมีเป้าหมายของการสนทนาที่ชัดเจน และควรให้ข้อมูลที่กระชับตรงประเด็น ไม่ควรให้ลูกค้าต้องเล่าเรื่องซ้ำมากกว่า 1 รอบ หากมีการโอนสาย ควรแนบข้อมูลเบื้องต้นให้เพื่อนร่วมงานของคุณด้วยเสมอ หากคุณมีทีมเซลที่ต้องโทรไปปิดการขาย ควรเลือกทำ Lead Generation บนช่องทางออนไลน์ ช่วยให้คุณเจอลูกค้าที่สนใจในธุรกิจของคุณจริง ๆ หมดปัญหา Cold Call หาคนที่ไม่รู้ว่าจะสนใจหรือเปล่า เป็นวันละร้อย ๆ รอบ
  3. การสื่อสารแบบเห็นหน้า เช่น การสัมนา, การสอน, หรือการสอบถามข้อมูลที่พนักงานประจำร้านมักเจอกันเป็นประจำ 

กลยุทธ์การตลาด Personal Strategy

กลยุทธ์การให้ข่าวสาร ( Public Relation Strategy )

กลยุทธ์การให้ข่าวสาร คือ กลยุทธ์การตลาดด้านข่าวสารไม่ใช่การโฆษณา แต่คือการประชาสัมพันธ์เรื่องราวของคุณไปสู่สาธารณชน ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้นหรือใช้ในการแก้ข่าวและความผิดพลาดต่าง ๆ ซึ่งในกลยุทธ์การตลาดด้านข่าวสารนี้เราจะเห็นได้ชัดเจนในวงการบันเทิง ซึ่งช่วยสร้างฐานลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเก่าได้เป็นอย่างดี เช่น การเป็น Sponsored ให้มูลนิธิ หรือการจัดโครงการ และการช่วยเหลือเพื่อสังคม

กลยุทธ์พลัง ( Power Strategy )

กลยุทธ์พลัง คือ กลยุทธ์การตลาดในการใช้อำนาจ ใช้ในการควบคุมการเจรจาต่อรองรวมถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับคู่ค้าของตน เพื่อให้ธุรกิจได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของกลยุทธ์การตลาดในการใช้อำนาจนั้นก็คือ การมี Connection และ Relationship ที่สม่ำเสมอ

 

5. มาเริ่มวาง “กลยุทธ์ทางการตลาด” กันเถอะ

Step 1 : รู้ก่อนว่าธุรกิจของคุณอยู่ใน Stage ไหน

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณตรวจสอบดูแล้วว่ายอดขายกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคุณสามารถจัดการราคาต้นทุนให้ถูกลง แต่ยอดขายยังชนกับต้นทุนในทุกไตรมาส หากเป็นเช่นนี้ ธุรกิจของคุณอยู่ในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ Growth Stage

Step 2 : เลือกเป้าหมายให้สอดคล้องกับ Stage ธุรกิจ

ในด้านของ Operation คุณต้องขยายทีม และหาคนมาช่วยแบ่งเบาคุณให้มีเวลามากขึ้น ส่วนในด้านกลยุทธ์การตลาดคุณต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆให้มากขึ้นยิ่งขึ้นบนออนไลน์

Step 3: ปรับกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

เลือกดูจากกกลยุทธ์การตลาด 8P ว่าตรงไหนของคุณที่เกิดปัญหา และจะแก้ไขอย่างไร อย่าลืมทดลองแนวทางใหม่ ๆ บนออนไลน์เสมอ


ประหยัดเวลาในการวางกลยุทธ์การตลาดด้วยเครื่องมือจาก COTACTIC
[ วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ด้วย GTCMIT ]

 

Facebook Comment
บทความที่เกี่ยวข้อง

SEM คืออะไร มีกี่ประเภท สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ภายใน 5 นาที

Reading Time: 5 minutes หลายครั้งที่คุณค้นหาข้อมูลบน Google คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์ที่ปรากฏเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google Search จะมีคำว่า Ad ตัวเล็ก ๆ กำกับอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์เสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำการตลาดแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย Search เจอเว็บไซต์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ๆ แท้จริงแล้วการทำ SEM คืออะไร? หากต้องการจะทดลองทำต้องเริ่มต้นจากอะไร มาเรียนรู้ไปด้วยกันในบทความนี้! SEM คืออะไร? Search Engine Marketing หรือ SEM คือ การทำการตลาดบน Search Engine เช่น Baidu, Bing, Yahoo รวมถึง Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง Google ซึ่งการตลาดในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการกำหนด Keyword ขึ้น ก่อนดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ […]

Google Trends คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการทำ SEO

Reading Time: 2 minutes อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาภายในของตัวเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง Google ได้กำหนดไว้ เช่น ปรับแต่งตัวเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, ใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปในเนื้อหา หรือจัดเรียงหัวข้อและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้ Google เลือกแสดงเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา เพราะอัลกอริทึ่มจะมองว่าเว็บไซต์ของเราว่ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานนั่นเอง โดยการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันนั้น อาจต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือตัวช่วยดี ๆ เพื่อที่จะทำให้การทำงานของเราสะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปรู้จักกับ Google Trend เครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้การทำ SEO เป็นไปได้อย่างราบรื่น และต่อยอดการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยมันจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากน้อยขนาดไหน เราไปดูกันเลยครับ Google Trends คืออะไร Google Trends คือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มหรือพฤติกรรมการค้นหา Keyword ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน โดยนำปริมาณการค้นหา Keyword […]

ทำ SEO ช่วยเพิ่ม Organic Traffic อย่างมีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์ไม่ตกอันดับ

Reading Time: 2 minutes หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยสำหรับคนทำเว็บไซต์ก็คือ จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มีจำนวนไม่มาก หรือมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์น้อยเกินไป ทำให้อันดับของเว็บไซต์ลดลง เว็บไซต์ไม่ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine ซึ่งการทำ SEO เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มยอด Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แถมยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นยังเป็นยอดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการติดอันดับของเว็บไซต์ ในวันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกันว่า ว่าออแกนิคTraffic คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง แล้วการทำ SEO จะสามารถช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ของเราได้มากน้อยขนาดไหน มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย    ทำความรู้จัก Organic Traffic คืออะไร  คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เข้ามาชมเว็บไซต์อย่างธรรมชาติ โดยจะเข้าชมผ่านการใช้ Keyword ในการค้นหาบนหน้า Search Engine หรือ Google นั่นเอง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะมีความแตกต่างจากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการยิง Ads โฆษณา หรือ Paid Traffic   เนื่องจากการเข้าชมเว็บไซต์แบบออแกนิค Traffic นั้นไม่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และกดเข้ามารับชมเว็บไซต์ […]

Reading Time: 2 minutes

COTACTIC