September 28, 2021

เจ้าของธุรกิจควรรู้! ทำ Lead Generation ทั้งที ใช้ KPI อะไร วัดผลโฆษณา?

การคิด KPI เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สามารถทำงานกับเอเจนซีโฆษณาได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังทำให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่าเงินที่ลงทุนไปกับโฆษณา โดยเฉพาะแคมเปญ Lead Generation ที่หลาย ๆ บริษัทตอนนี้ หันมาใช้แคมเปญ Objective นี้กันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว!

ดังนั้นวันนี้ Cotactic Media จึงอยากแนะนำเจ้าของธุรกิจทุกท่าน ให้รู้จักตัวเลขที่ใช้สำหรับวัดผลแคมเปญ ว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ากันไหม? แต่ก่อนที่จะลงลึกถึงวิธีคิด และสูตรคำนวณเรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อน…

 

KPI คืออะไร?

KPI ย่อมาจากคำว่า Key Performance Indicator หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานว่าบริษัท หรือองค์กร บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือไม่
โดยความหมายของ ในแง่ของการทำโฆษณาแบบ Lead Generation (การค้นหารายชื่อลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าและบริการของเรามากที่สุด) คือการตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับเอเจนซี ว่าถ้าลงทุนทำโฆษณาด้วยงบ xx,xxx บาท เจ้าของธุรกิจนั้น ๆ จะได้ผลลัพธ์เป็น “จำนวน Leads” กลับมาเท่าไหร่ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่บริษัทจ่ายให้กับเอเจนซีหรือเปล่านั่นเอง

CTA - ติดต่อ Cotactic คลิก!CTA - ให้ Cotactic ติดต่อกลับ คลิก!

การคิด KPI สำหรับวัดผลโฆษณาแบบ Lead Generation

ในการวัดผลแคมเปญ Lead Generation หลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ตัว นั่นก็คือ

คือ จำนวนรายชื่อ หรือข้อมูลการติดต่อว่าที่ลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าและบริการ ที่เราจะได้รับจากการยิงโฆษณา

คือ ราคาที่เราจ่ายให้กับ Channel นั้น ๆ เพื่อให้เราได้ Lead กลับมา 1 คน


ตัวอย่างเช่น เราทำ Lead Generation ใน Facebook มีงบโฆษณาอยู่ 10,000 บาท (งบโฆษณาตรงนี้ก็คือ Cost ที่เราต้องจ่ายให้ Facebook) พอเราทำแคมเปญโฆษณาไปแล้วสักระยะ ปรากฏว่าได้รายชื่อลูกค้าในการติดต่อกลับมาทั้งหมด 10 คน ดังนั้น ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ คือ

Leads = 10 คน
Cost/Lead คือ 10,000 ÷ 10 = 1,000 บาท

ซึ่งตัวเลข Leads และ Cost/Lead ที่ได้มานี้ คือสิ่งที่จะบอกเจ้าของธุรกิจได้ว่า ผลงานที่เอเจนซีทำออกมานั้น มีประสิทธิภาพมากเพียงพอหรือเปล่า


สมมติว่า เดือนต่อมา ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท ได้จำนวน Leads 20 คน ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ คือ

Leads = 20 คน
Cost/Lead คือ 20,000 ÷ 20 = 1,000 บาท

*ข้อสังเกตก็คือ ถึงแม้จะได้จำนวน Leads เพิ่มขึ้นก็จริง แต่ Cost/Lead ยังเท่าเดิมอยู่ คือ 1,000 บาท นั่นหมายความว่า “แคมเปญนี้อยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ดีขึ้น หรือแย่ลง” ยกเว้นแต่จำนวน Leads ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการเพิ่มงบประมาณเข้าไป


แต่หากเดือนถัดมา ใช้งบอยู่ที่ 20,000 บาทเท่าเดิม ได้ Leads กลับมา 25 คน ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ คือ
Leads = 25 คน
Cost/Lead คือ 20,000 ÷ 25 = 800 บาท
“แสดงให้เห็นว่าแคมเปญเดือนนี้ดีขึ้น” เนื่องจากใช้งบประมาณเท่าเดิม แต่จำนวน Leads กลับเพิ่มขึ้น และเมื่อคำนวณ Cost/Lead ออกมาแล้ว จะเหลือในราคาคนละ 800 บาท เท่ากับว่า จากเดิมที่ต้องจ่าย 1,000 บาท ลดลงมาได้ถึง 200 บาทเลยทีเดียว! เห็นความแตกต่างนี้หรือยัง

example result of lead generation ads

 


ดังนั้นถ้าเดือนถัด ๆ ไป เราอยากเพิ่มงบโฆษณา ก็ใช้สูตรหาค่า KPI ของแต่ละเดือน โดยใช้สูตรนี้
Budget ÷ (Cost/Lead)
หากกำหนดไว้ว่าในทุก ๆ เดือน Cost/Lead ไม่ควรเกิน 800 – 1,000 เราก็จะได้ค่า KPI เป็นจำนวน Leads ของแต่ละเดือนตามตัวอย่างด้านล่าง

example of KPI calculation by Cost/Lead

 

สรุปแล้ว การวัดผลโฆษณา Lead Generation หลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรดูคือกลุ่มของ Leads และ Cost/Lead ว่า Benchmark (เกณฑ์มาตรฐานที่เคยทำได้ประมาณ 1-3 เดือนแรก) ของธุรกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่ ด้วยการยิงโฆษณาออกไป หลังจากโฆษณาออกไปแล้ว ถึงค่อยเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาคำนวณ KPI

——————————————————————–
หากไม่แน่ใจว่า Benchmark ของธุรกิจคุณอยู่ตรงไหน ไม่รู้ว่าจะวัดผลโฆษณาอย่างไร รับคำปรึกษาจากทีม Digital Expert ของ Cotactic เพื่อให้เราเป็น Collaborative Marketing Partner ทำงานเป็นทีมร่วมกันกับคุณ ได้ตั้งแต่วันนี้!
Call: 065-095-9544
Inbox: https://m.me/cotactic
CTA - ติดต่อ Cotactic คลิก!CTA - ให้ Cotactic ติดต่อกลับ คลิก!
——————————————————————–
ขอบคุณแหล่งข้อมูล
Klipfolio. https://www.klipfolio.com/resources/articles/what-is-a-key-performance-indicator


Facebook Comment