เจ้าของธุรกิจต้องอ่าน!
วิธีจัดการงบกว่า 1 ล้านบาท กับ KPI ที่สูงขึ้น!
Table Of Contents
Table Of Contents

การคิด KPI เป็นอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจ สามารถทำงานกับเอเจนซีโฆษณาได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังทำให้เจ้าของธุรกิจรู้ว่าเงินที่ลงทุนไปกับโฆษณา โดยเฉพาะแคมเปญ Lead Generation ที่หลาย ๆ บริษัทตอนนี้ หันมาใช้แคมเปญ Objective นี้กันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว!

ดังนั้นวันนี้ Cotactic Media จึงอยากแนะนำเจ้าของธุรกิจทุกท่าน ให้รู้จักตัวเลขที่ใช้สำหรับวัดผลแคมเปญ ว่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมามันคุ้มค่ากันไหม? แต่ก่อนที่จะลงลึกถึงวิธีคิด และสูตรคำนวณเรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อน…

 

KPI คืออะไร?

KPI ย่อมาจากคำว่า Key Performance Indicator หมายถึง ตัวชี้วัดผลงานว่าบริษัท หรือองค์กร บรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือไม่
โดยความหมายของ ในแง่ของการทำโฆษณาแบบ Lead Generation (การค้นหารายชื่อลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าและบริการของเรามากที่สุด) คือการตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับเอเจนซี ว่าถ้าลงทุนทำโฆษณาด้วยงบ xx,xxx บาท เจ้าของธุรกิจนั้น ๆ จะได้ผลลัพธ์เป็น “จำนวน Leads” กลับมาเท่าไหร่ คุ้มค่ากับเงินลงทุนที่บริษัทจ่ายให้กับเอเจนซีหรือเปล่านั่นเอง

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว


 

การคิด KPI สำหรับวัดผลโฆษณาแบบ Lead Generation

ในการวัดผลแคมเปญ Lead Generation หลัก ๆ จะมีอยู่ 2 ตัว นั่นก็คือ

  • Leads

คือ จำนวนรายชื่อ หรือข้อมูลการติดต่อว่าที่ลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าและบริการ ที่เราจะได้รับจากการยิงโฆษณา

  • Cost/Lead

คือ ราคาที่เราจ่ายให้กับ Channel นั้น ๆ เพื่อให้เราได้ Lead กลับมา 1 คน


ตัวอย่างเช่น เราทำ Lead Generation ใน Facebook มีงบโฆษณาอยู่ 10,000 บาท (งบโฆษณาตรงนี้ก็คือ Cost ที่เราต้องจ่ายให้ Facebook) พอเราทำแคมเปญโฆษณาไปแล้วสักระยะ ปรากฏว่าได้รายชื่อลูกค้าในการติดต่อกลับมาทั้งหมด 10 คน ดังนั้น ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ คือ

Leads = 10 คน
Cost/Lead คือ 10,000 ÷ 10 = 1,000 บาท

ซึ่งตัวเลข Leads และ Cost/Lead ที่ได้มานี้ คือสิ่งที่จะบอกเจ้าของธุรกิจได้ว่า ผลงานที่เอเจนซีทำออกมานั้น มีประสิทธิภาพมากเพียงพอหรือเปล่า


สมมติว่า เดือนต่อมา ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 บาท ได้จำนวน Leads 20 คน ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ คือ

Leads = 20 คน
Cost/Lead คือ 20,000 ÷ 20 = 1,000 บาท

*ข้อสังเกตก็คือ ถึงแม้จะได้จำนวน Leads เพิ่มขึ้นก็จริง แต่ Cost/Lead ยังเท่าเดิมอยู่ คือ 1,000 บาท นั่นหมายความว่า “แคมเปญนี้อยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ดีขึ้น หรือแย่ลง” ยกเว้นแต่จำนวน Leads ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการเพิ่มงบประมาณเข้าไป


แต่หากเดือนถัดมา ใช้งบอยู่ที่ 20,000 บาทเท่าเดิม ได้ Leads กลับมา 25 คน ผลลัพธ์ของแคมเปญนี้ คือ
Leads = 25 คน
Cost/Lead คือ 20,000 ÷ 25 = 800 บาท
“แสดงให้เห็นว่าแคมเปญเดือนนี้ดีขึ้น” เนื่องจากใช้งบประมาณเท่าเดิม แต่จำนวน Leads กลับเพิ่มขึ้น และเมื่อคำนวณ Cost/Lead ออกมาแล้ว จะเหลือในราคาคนละ 800 บาท เท่ากับว่า จากเดิมที่ต้องจ่าย 1,000 บาท ลดลงมาได้ถึง 200 บาทเลยทีเดียว! เห็นความแตกต่างนี้หรือยัง

example result of lead generation ads

 


ดังนั้นถ้าเดือนถัด ๆ ไป เราอยากเพิ่มงบโฆษณา ก็ใช้สูตรหาค่า KPI ของแต่ละเดือน โดยใช้สูตรนี้
Budget ÷ (Cost/Lead)
หากกำหนดไว้ว่าในทุก ๆ เดือน Cost/Lead ไม่ควรเกิน 800 – 1,000 เราก็จะได้ค่า KPI เป็นจำนวน Leads ของแต่ละเดือนตามตัวอย่างด้านล่าง

example of KPI calculation by Cost/Lead

 

สรุปแล้ว การวัดผลโฆษณา Lead Generation หลัก ๆ ที่เจ้าของธุรกิจควรดูคือกลุ่มของ Leads และ Cost/Lead ว่า Benchmark (เกณฑ์มาตรฐานที่เคยทำได้ประมาณ 1-3 เดือนแรก) ของธุรกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่ ด้วยการยิงโฆษณาออกไป หลังจากโฆษณาออกไปแล้ว ถึงค่อยเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาคำนวณ KPI

——————————————————————–
หากไม่แน่ใจว่า Benchmark ของธุรกิจคุณอยู่ตรงไหน ไม่รู้ว่าจะวัดผลโฆษณาอย่างไร รับคำปรึกษาจากทีม Digital Expert พร้อมบริการรับทำเว็บไซต์ WordPress ของ Cotactic Digital Marketing Agency เพื่อให้เราเป็น Collaborative Marketing Partner ทำงานเป็นทีมร่วมกันกับคุณ ได้ตั้งแต่วันนี้!
Call: 065-095-9544
Inbox: https://m.me/cotactic

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว


——————————————————————–
ขอบคุณแหล่งข้อมูล
Klipfolio. https://www.klipfolio.com/resources/articles/what-is-a-key-performance-indicator

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาพเปิดบทความเรื่อง ศัพท์การตลาด 200 คำ

รวมศัพท์การตลาด 200 คำ ที่จะทำให้คุณเป็นผู้นำ เมื่อทำการตลาดออนไลน์

ตัวอย่าง Lead Generation

10 ตัวอย่าง Lead Generation เทคนิคเพื่อหาลูกค้าที่ใช่!

Add Your Heading Text Here

Add Your Heading Text Here

Add Your Heading Text Here