March 1, 2022

10 เทคนิค Advanced SEO 2022 ที่ SEO Specialist ต้องมี

SEO Specialist หนึ่งในสายงาน Digital Marketing ที่ต้องใช้ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ ดังนั้นคนที่ทำงานด้านนี้จะต้องเข้าใจหลักการของ SEO และติดตามการอัปเดตของ Algorithm บน Search Engine อย่างใกล้ชิด แต่ตำแหน่ง SEO Specialist จะรู้เรื่อง SEO พื้นฐานหรือเรื่องทั่วไปคงไม่สมกับคำว่า Specialist เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมี 10 เทคนิคที่ต้องมีในการทำงานด้าน SEO Specialist เพื่อเป็น Checklist ให้คุณเลือกสมัครงานตำแหน่งนี้

 

1. คอนเทนต์ประเภท EAT & YMYL

 

ปี 2019 ทางบริษัท Google ได้ประกาศปัจจัยที่มีส่วนต่อการจัดอันดับ นั่นก็คือ เนื้อหาคอนเทนต์จะต้องมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และคนเขียนจะต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้จริง ๆ โดยทาง Google ได้แบ่งรูปแบบไว้ 2 อย่างคือ

E-A-T คือ คอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เนื้อหาในคอนเทนต์เป็นคำตอบให้กับคนที่ค้นหา ข้อมูลถูกต้องไม่ผิดพลาด คนเขียนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ มีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ หรือเป็นการอ้างอิงถึงงานวิจัยที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว ถ้าคุณมีสิ่งนี้จะทำให้เว็บไซต์ได้คะแนน E-A-T มากขึ้น

ถ้าเว็บไซต์มีคอนเทนต์เกี่ยวกับการเงิน หรือเกี่ยวกับชีวิตของผู้อ่าน เช่น การเงิน, การลงทุน, สุขภาพ, กฎหมาย, การขายสินค้า แนะนำให้คุณเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคอนเทนต์ ผู้เขียนควรมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อให้ Google มองว่าคนเขียนคนนี้มีความรู้เรื่องนี้จริง ๆ อาจจะใช้วิธีการเพิ่ม Description ของนักเขียน ว่าเขาคือใคร มีความสนใจ มีความเชี่ยวชาญเรื่องไหนเป็นพิเศษ หรือหากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ก็สามารถใช้วิธีใส่ลิงก์อ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้ลงไปในบทความ จะช่วยเพิ่มค่า YMYL ให้กับเว็บไซต์

 

 

2. กลยุทธ์ Content Hub

 

Content Hub คือ การเชื่อมโยงเนื้อหาคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าในทาง SEO ก็คือการเชื่อมต่อ Internal Link ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน หรือการทำ Link ที่ส่งกลับไปกลับมา เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การทำ Content Hub ที่ดี จะต้องวางแผนเลือก Page หน้าหลัก และหา Page หน้าย่อย หรือหน้าที่เกี่ยวข้องกัน ก็สามารถทำ Link เชื่อมโยงกันได้ 

อีกเทคนิคคือ การทำ Link ไปที่ชื่อผู้เขียน และเมื่อคลิกที่ชื่อผู้เขียน ก็จะปรากฎหน้ารวมคอนเทนต์ของเขา นอกจากนี้การทำ Content Hub ยังช่วยเพิ่ม User Experience สามารถเจอเนื้อหาที่ใกล้เคียง หรือเนื้อหาที่ User กำลังสนใจอยู่ อีกทั้งยังลด Bounce rate เพิ่มเวลาที่ User อยู่ในเว็บไซต์มากขึ้น

 

 

3. เพิ่ม Schema Markup

 

Schema Markup คือ Code อยู่ใน Page Source ที่สรุปเนื้อหาของ Page นั้น ช่วยให้ Search Engine เข้าใจข้อมูลของเว็บไซต์มากขึ้น เนื่องจาก Bot ของ Search Engine จะเข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ผ่าน Code และทำความเข้าใจว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย Schema Code มีทั้งหมด 5 ประเภท


ทั้งนี้คุณสามารถสร้าง Schema ได้ที่
https://technicalseo.com/tools/schema-markup-generator/

 

 

4. Featured Snippets อันดับ 0

 

ไม่นานมานี้ Google มีการอัปเดต Featured ใหม่ ที่หน้า Page Result อย่าง Featured Snippets ที่เราไม่ต้องเป็นอันดับ 1 บน Google แต่อยู่อันดับ 0 บนหน้า Page Result โดยจะมีลักษณะกรอบสี่เหลี่ยมที่แสดงข้อมูลสั้น ๆ เพื่อให้ง่ายต่อผู้ค้นหา ทำให้คนรู้จักเว็บไซต์เรามากขึ้น เพิ่มโอกาส Drive Traffic เว็บไซต์มากขึ้น แต่การจะขึ้นไปอยู่ตำแหน่ง Featured Snippet ได้ Google จะเป็นผู้คัดเลือกมาเอง ซึ่งเทคนิคการทำคือ คุณต้องทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ เป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน 

 

 

5. Quality Backlinks

 

มาพูดในฝั่งของ SEO Off-page กันบ้าง สิ่งสำคัญของการทำ SEO Off-page คือ การทำ Link Building เป็นการทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์ของเรา ต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เว็บการพนัน หรือเว็บที่ทำผิดกฎหมาย ต้องเป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับเว็บไซต์เรา เป็นเว็บไซต์ที่มีคนใช้งานจริง ซึ่งลิงก์ที่ทำ Link Building จะเรียกว่า Backlink  ทั้งนี้ Link Building สามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือ

 

แต่การทำ SEO ที่ดี เราจะต้องเน้นความเป็นธรรมชาติ ทำ Link Building จาก Do Follow มาผสมกับ No Follow บ้าง เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ให้รู้สึกว่าจงใจทำ SEO เกินไป นอกจากประเภทของ Link Building แล้ว ประเภทของ Backlink ก็เป็นอีกสิ่งที่ SEO Specialist ต้องเข้าใจและเลือกใช้งาน เพื่อตอบโจทย์กับเว็บไซต์ ซึ่ง Backlink มี 3 ประเภท

เป็นการทำ Backlink ที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ส่วนใหญ่ Backlink ประเภทนี้จะเกิดจากที่มีเว็บไซต์อื่นให้ Referred หรือให้เครดิต แล้วส่งลิงค์มาที่เว็บไซต์ของเรา นับว่าเป็น Backlink ที่มีคุณภาพ

เป็นการทำ Backlink ที่คุณเป็นคนทำเอง เขียนเอง แนบลิงก์เอง เอาไปโพสเอง ซึ่ง Manual Link Building มีทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน โดยแบบเสียเงินหรือที่เราเรียกกันว่า ซื้อลิงก์ จะเป็นรูปแบบการทำคอนเทนต์แล้วจ้างให้เว็บคุณภาพโพสคอนเทนต์ และแนบลิงก์กลับมา ส่วนแบบฟรีก็สามารถหาเว็บบอร์ด หรือเว็บไซต์ที่เราสามารถลงคอนเทนต์และทำการใส่ลิงก์ได้

เป็นรูปแบบการทำ Backlink ที่เราจะใส่ในช่อง Comment ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ แต่การทำ Backlink รูปแบบนี้ไม่แนะนำ เพราะ Google ออกมาบอกว่า การทำ Backlink ประเภทนี้ไม่ช่วย SEO แถมเสี่ยงต่อการถูกมองเป็น Spam Link ด้วย

 

6. Disavow Link

 

 

บางทีการทำ SEO Off-page บางลิงก์ที่เคยทำ Backlink อาจเป็นเว็บไซต์ที่โดเมนหมดอายุ หรือกลายเป็นเว็บไซต์ที่มีการสแปมเกิดขึ้น แล้วอยากจะลบลิงก์นี้ออกไป เราสามารถทำการ Disavow Link* ใน Google Search Console ได้ 

ขั้นตอนการทำ Disavow Link
1. ลิสต์ลิงก์ที่ต้องการ Disavow ใส่ใน Note

2. เซฟไฟล์เป็น .txt

3. อัปโหลดรายการลิงก์ที่เมนู Removals เพื่อทำการ Request ลิงก์ที่ต้องการเอาออก

*แต่การ Disavow Link จะต้องแน่ใจก่อนว่าลิงก์อันนี้คุณภาพแย่จริง ๆ เพราะถ้าทำ Disavow Link แล้ว ค่า SEO ที่เคยได้อาจหายไป 

 

 

7. Metric ในสำหรับ SEO Specialist

 

ในการทำงานสาย SEO เมื่อเราทำการ Optimize ไปแล้ว เราจำเป็นต้องวัดผลการทำ SEO ซึ่ง Metric สำหรับการทำ Report SEO จะสามารถแบ่งเป็น Metric ขั้นพื้นฐาน และมี Metric ระดับ Advance เพื่อช่วย Optimize ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Basic Metric

 

Advanced Metric

 

 

8. ใช้เครื่องมือช่วยลดการทำงาน

 

เนื่องจากการเป็น SEO Specialist จะต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ทั้งฝั่ง Onpage Offpage และ Technical จำเป็นต้องมีเครื่องมือมาช่วยเบาแรง เพื่อทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่ง Tool ในฝั่ง SEO เองก็มีหลายอย่าง แต่ละอย่างมีจุดเด่นแตกต่างกันไป เราขอแนะนำ Tool ตัวหลัก ๆ ที่ใช้สำหรับสายงาน SEO ทั้งคนไทยก็ใช้ และต่างชาติก็ใช้

 

 

9. Core Web Vitals

 

การอัปเดต Core Web Vitals ของ Google เน้นประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ เพราะนอกจากเว็บไซต์มีคอนเทนต์คุณภาพแล้ว Google ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการโหลดคอนเทนต์, การตอบสนองของเว็บไซต์ และความเสถียรของดีไซน์เว็บไซต์ 

ทั้งนี้วิธีเช็ค Core Web Vitals สามารถเช็คได้ที่ Google Search Console และ Google PageSpeed Insights โดยจะแสดงค่า LCP, FID, CLS ซึ่งแต่ละค่ามีความหมายดังนี้

คือคะแนนของคอนเทนต์ให้หน้าเพจที่ใหญ่ที่สุด โดยการวัดคะแนนจะวัดจากเวลาดาวน์โหลดผลนานที่สุด เช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือ ส่วนอื่น ๆ ในหน้าเพจ ยิ่งถ้าโหลดนาน คะแนนส่วนนี้ก็จะลดลง ซึ่ง LCP ที่ดี ควรอยู่ที่ไม่เกิน 2.5 วินาที เมื่อหน้าเพจกำลังอยู่ในช่วงโหลด

คือ คะแนนการวัดความเร็วในการตอบสนอง ขยายความคือ User ที่เข้ามาในเพจนี้ คลิกปุ่มแล้วหน้าเพจตอบสนองรวดเร็วแค่ไหน ยิ่งถ้าตอบสนองเร็วเท่าไหร่คะแนนของค่านี้ก็จะสูง นั่นหมายความว่าการใช้งานในหน้านี้ตอบโจทย์ User อย่างมาก ค่า FID ที่ดีควรไม่น้อยกว่า 100 มิลลิวินาที

คือ คะแนนที่วัดความเสถียรของหน้าเพจ จะต้องเป็นเพจไม่กระตุก ภาพและฟีเจอร์ตอบสนอง ดังนั้นถ้า CLS สูง แสดงว่าเว็บของเราโหลดช้า เกิดการกระตุก ซึ่ง Google มองว่าค่า CLS ที่ดีควรน้อยกว่า 0.1 

 

 

10. อัปเดต SEO Trend

 

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของการเ็น SEO Specialist จะต้องมีคือการติดตามเทรนด์ SEO หรือติดตามทุกการเคลื่อนไหวของ Google การอัปเดต Algorithm ต่างๆ อีกทั้งการอัปเดตเหล่านี้มักจะเริ่มจากที่สหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องติดตามข่าวสารจากเว็บต่างประเทศ รวมถึงเทเทรนด์ในการทำ SEO หลายรูปแบบจากชาวต่างชาติ อย่างเช่น

https://www.searchenginejournal.com/

https://searchengineland.com/

https://moz.com/

https://Ahrefss.com/blog/

 

หรือถ้าในประเทศไทย ฝั่งของเราเองก็มีเว็บไซต์, เทคนิคการทำ SEO และอัปเดตข้อมูลข่าวสาร อย่างเช่น 

https://www.facebook.com/chalakornbergseo/

https://www.facebook.com/thewhitemarketing/

https://padveewebschool.com/wordpress-knowledge/

 

ทั้งหมดนี้เป็น 10 เทคนิค ทักษะการทำงาน และสิ่งที่ SEO Specialist จำเป็นต้องมี

 

Facebook Comment