July 14, 2020

6 Step กว่าจะเป็นหนังโฆษณา ที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้

Reading Time: 2 minutes

6 Step กว่าจะเป็นหนังโฆษณา ที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้

กว่าจะเป็นหนังโฆษณาหนึ่งเรื่องให้ได้รับชมผ่านมือถือนั้น หลายคนอาจจะคิดว่าแค่ตั้งกล้องถ่ายก็จบ แต่จริงๆแล้วนั้นมีกระบวนการที่ค่อนข้างเยอะและมีรายละเอียดซ่อนเต็มไปหมด วันนี้เราจะมาดูกันว่า 6 ขั้นตอนเป็นกว่าจะเป็นหนังโฆษณาที่เจ้าของแบรนด์ควรรู้มีอะไรบ้าง  


6 Step กว่าจะเป็นหนังโฆษณาสักเรื่อง

• เจ้าของแบรนด์บรีฟความต้องการกับ Agency

ขั้นตอนแรกก็คือการที่เจ้าของแบรนด์เข้าประชุมกับทาง Agency โฆษณาเพื่อบอกวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ในการทำการตลาด เมื่อประชุมกันเสร็จแล้วนั้นทาง account executive (หรือ Project Manager) ของ Agency ก็จะทำบรีฟลูกค้าที่มี Pain Point / SWOT / Unique Selling Point / Insight ทั้งหมดส่งต่อให้กับ Creative เพื่อนำไปคิดงานเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ


• Creative คิดหนังโฆษณา

Creative จะคิดไอเดียหนังโฆษณาให้น่าสนใจและตอบวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่ได้จากบรีฟ ขั้นตอนนี้จะมีการประชุมกันภายในทีม เพื่อเลือกไอเดียที่ดีที่สุด 3 ไอเดีย นำไปขายลูกค้าต่อไป ขั้นตอนนี้จะเรียกกันว่า “Internal Meeting”

หลังจาก Internal Meeting เสร็จแล้ว Creative จะทำ Storyboard เพื่อขายงานให้ลูกค้าแล้วให้ลูกค้าเลือกไอเดียที่ดีที่ชอบ ขั้นตอนนี้จะเรียกว่า “External Meeting” คือการประชุมรวมระหว่าง Agency กับ เจ้าของแบรนด์ ซึ่งการประชุมทั้งสองแบบนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะมีมากกว่า 1 ครั้ง เพราะมีการปรับเปลี่ยนลงรายละเอียดกันค่อนข้างเยอะ เพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุด

• Agency จัดหา Production House

เมื่อได้เนื้อเรื่องที่ลูกค้า และ Agency ตกลงกันได้ ทาง Agency จะเป็นฝ่ายจัดหา Production House และขอ Show Reel (Portfolio ของผู้กำกับ) มาให้เลือกอย่างน้อย 3 Production House และนำไปเสนอกับทาง เจ้าของแบรนด์เพื่อตัดสินใจ เพราะในบางทีผู้กำกับมีเชื่อเสียง สไตล์งานตรงกับงานที่ต้องการก็จะมี Budget ที่ค่อนข้างสูง หรือ บางทีก็เลือกผู้กำกับที่สไตล์งานคล้ายกันแต่ราคาถูกกว่าเพื่อประหยัด Budget 


• Pre Production 

เมื่อเจ้าของแบรนด์เลือก Production House ได้เรียบร้อยแล้ว ทาง Agency จะนำ Storyboard ไปให้ทางผู้กำกับของ Production House พัฒนา Storyboard ต่อซึ่งเป็นการลงรายละเอียดของหนังโฆษณา เช่น Shot Reference /  Casting / Clothing / Location และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในส่วนนี้เป็นส่วนที่ลงรายละเอียดเยอะ แต่ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เห็นภาพก่อนถ่ายจริงได้มากที่สุด

การเตรียมงานก่อนถ่ายทำ อาจจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หรือ 2-3 เดือน ขึ้นกับความยากง่ายของงาน เช่น การนักแสดง หรือหาสถานที่ถ่ายทำ มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะที่ต้องให้เจ้าของแบรนด์ตกลงด้วย รวมถึงการทดลองทำเทคนิคภาพใหม่ๆ หรือไม่ก็อาจต้องสั่งทำเป็นพิเศษ เช่น การเซ็ทอัพฉากขึ้นมาใหม่เพราะว่าไม่สามารถหาสถานที่จริงถ่ายทำได้ซึ่งก็จะมีการเตรียมการที่นานกว่าปกติ

จะมีการประชุมกันอีกทีระหว่าง เจ้าของแบรนด์ Agency และ Production House ในส่วนนี้จะเป็นการสรุปรายละเอียดงานทั้งหมดก่อนที่จะถึงวันถ่ายทำโฆษณา

• Production

ในขั้นตอนนี้จะเป็นการถ่ายทำโฆษณาจริง ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของทาง Production House ทั้งหมด โดยมี เจ้าของแบรนด์ และ Agency นั่งดูจอมอนิเตอร์เพื่อดูการถ่ายทำ หากมีส่วนไหนที่อยากให้ปรับแก้ที่หน้างานก็อาจจะแจ้งกับทางผู้ช่วยผู้กำกับได้ แต่ต้องไม่นอกเหนือไปจากที่ตกลงกันใน Pre Production จนเกินไป เพราะทาง Production House ได้มีการเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้ดีแล้ว หากเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันอาจจะทำให้มีการเสียเวลาออกไป นั่นหมายถึง Budget ของลูกค้าที่ต้องจ่ายเพิ่มในส่วนค่าล่วงเวลา

• Post Production

คือการตัดต่อหนังโฆษณา จะมีความยาว 15 / 30 /45 / 60 / 90 วินาที แล้วแต่การตกลงกัน การตัดต่อนั้นส่วนใหญ่ใช้เวลา 5 วัน ซึ่งจะเป็นหนังที่เป็นรูปร่างระดับนึงให้คนใน Agency และเจ้าของแบรนด์ดู เรียกว่า Double Head หรือ Cutting คือเป็นการเลือกฉากที่ดีที่สุดมาตัดต่อให้สอดคล้องกัน และเล่า Key Message ที่ Creative ต้องการสื่อสารให้น่าสนใจและสมเหตุสมผล แต่ขั้นตอนนี้จะยังไม่มีการใส่เสียงเพลง หรือเทคนิคพิเศษต่างๆ จะเป็นการดู Key Message ก่อน หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการ Telecine หรือ Colorist เป็นการทำสีเพื่อเพิ่มอารมณ์ของภาพ และขั้นตอนสุดท้ายคือการ Final Mix จะเป็นการ อัดเสียง Mix เสียง / แก้สีวีดีโอ / ทำ Special Effect / ทำเทคนิคภาพ / เพลงประกอบ / Motion Graphic / 3D

ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการทำหนังโฆษณา 1 เรื่อง ซึ่งเมื่อเสร็จขั้นตอนทั้งหมดแล้วหนังโฆษณาของเรานั้นก็พร้อมที่จะปล่อยลงออฟไลน์ หรือออนไลน์ ก็ตามที่ได้ตกลงกับ Agency ไว้ จากทั้ง 6 ขั้นตอนนี้ จะเห็นได้ว่าในส่วนของเจ้าของแบรนด์มีความสำคัญมากที่จะต้องเข้าประชุมกับ Agency และ Production House ให้ทราบทุกรายละเอียดที่โดนตัดออกหรือเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันไม่มีปัญหาในภายหลัง และเพื่อให้งานโฆษณาออกมาตามที่เจ้าของแบรนด์ต้องการ


Facebook Comment
บทความที่เกี่ยวข้อง

SEM คืออะไร มีกี่ประเภท สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ภายใน 5 นาที

Reading Time: 5 minutes หลายครั้งที่คุณค้นหาข้อมูลบน Google คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์ที่ปรากฏเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google Search จะมีคำว่า Ad ตัวเล็ก ๆ กำกับอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์เสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำการตลาดแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย Search เจอเว็บไซต์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ๆ แท้จริงแล้วการทำ SEM คืออะไร? หากต้องการจะทดลองทำต้องเริ่มต้นจากอะไร มาเรียนรู้ไปด้วยกันในบทความนี้! SEM คืออะไร? Search Engine Marketing หรือ SEM คือ การทำการตลาดบน Search Engine เช่น Baidu, Bing, Yahoo รวมถึง Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง Google ซึ่งการตลาดในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการกำหนด Keyword ขึ้น ก่อนดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ […]

Google Trends คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการทำ SEO

Reading Time: 2 minutes อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาภายในของตัวเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง Google ได้กำหนดไว้ เช่น ปรับแต่งตัวเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, ใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปในเนื้อหา หรือจัดเรียงหัวข้อและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้ Google เลือกแสดงเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา เพราะอัลกอริทึ่มจะมองว่าเว็บไซต์ของเราว่ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานนั่นเอง โดยการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันนั้น อาจต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือตัวช่วยดี ๆ เพื่อที่จะทำให้การทำงานของเราสะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปรู้จักกับ Google Trend เครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้การทำ SEO เป็นไปได้อย่างราบรื่น และต่อยอดการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยมันจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากน้อยขนาดไหน เราไปดูกันเลยครับ Google Trends คืออะไร Google Trends คือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มหรือพฤติกรรมการค้นหา Keyword ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน โดยนำปริมาณการค้นหา Keyword […]

ทำ SEO ช่วยเพิ่ม Organic Traffic อย่างมีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์ไม่ตกอันดับ

Reading Time: 2 minutes หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยสำหรับคนทำเว็บไซต์ก็คือ จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มีจำนวนไม่มาก หรือมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์น้อยเกินไป ทำให้อันดับของเว็บไซต์ลดลง เว็บไซต์ไม่ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine ซึ่งการทำ SEO เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มยอด Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แถมยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นยังเป็นยอดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการติดอันดับของเว็บไซต์ ในวันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกันว่า ว่าออแกนิคTraffic คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง แล้วการทำ SEO จะสามารถช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ของเราได้มากน้อยขนาดไหน มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย    ทำความรู้จัก Organic Traffic คืออะไร  คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เข้ามาชมเว็บไซต์อย่างธรรมชาติ โดยจะเข้าชมผ่านการใช้ Keyword ในการค้นหาบนหน้า Search Engine หรือ Google นั่นเอง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะมีความแตกต่างจากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการยิง Ads โฆษณา หรือ Paid Traffic   เนื่องจากการเข้าชมเว็บไซต์แบบออแกนิค Traffic นั้นไม่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และกดเข้ามารับชมเว็บไซต์ […]

Reading Time: 2 minutesCOTACTIC