วิธีจัดการงบกว่า 1 ล้านบาท กับ KPI ที่สูงขึ้น!
Table Of Contents
Table Of Contents

เป็นที่น่าจับตามองสำหรับนักการตลาดสายยิง Ads ทั้งหลาย เมื่อมีรายงานจาก Facebook ว่าแพลตฟอร์มจะไม่มีการลงโทษโฆษณาที่มีสัดส่วนตัวอักษรบนรูปภาพมากกว่า 20% อีกต่อไป โดยเรื่องราวนี้ได้ถูกแชร์ผ่านทางทวิตเตอร์

จากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด Social Media Matt Navarra 

อย่างไรก็ตามการปรับมาตรฐานการตรวจสอบโฆษณาของ Facebook ในครั้งนี้ยังคงมีข้อจำกัด ที่ทางแพลตฟอร์มยังคงมีการแนะนำและสนับสนุนให้ผู้ลงโฆษณาปรับตัวอักษรให้อยู่ในสัดส่วน 20% เพราะจาก Research ของทาง Facebook และข้อมูลของผู้ใช้งาน แสดงให้เห็นว่ารูปภาพโฆษณาที่มีตัวอักษรน้อยกว่า 20% มักจะได้การตอบรับที่ดีกว่าภาพโฆษณาที่มีตัวอักษรเยอะๆ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน และนักโฆษณา ตัวโฆษณาที่ปรากฏบนหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Audience Network จะถูกจำกัดการมองเห็นตามสัดส่วนตัวอักษรบนรูปภาพบนโฆษณา ซึ่งหมายความว่าตอนนี้ทาง Facebook จะไม่ห้ามการยิงโฆษณา ที่มีตัวอักษรมากอีกแล้ว แต่จะทำการจำกัดการมองเห็นแทน ยิ่งตัวอักษรบนรูปภาพมากเท่าไหร่การมองเห็นก็จะน้อยลงเท่านั้น

แต่รูปโฆษณาบางประเภทยังถูกให้การยกเว้นจากทางระบบให้มีตัวอักษรมากได้ เช่น Book Covers, Album Covers และ Product Images เป็นต้น และนี้เป็นตัวอย่างการจำกัดสัดส่วนตัวอักษรรูปภาพบนพื้นฐานใหม่ของ Facebook

Image Text: OK

ขอบคุณรูปภาพจาก Instapage

Image Text: Low

ขอบคุณรูปภาพจาก Instapage

Image Text: Medium

ขอบคุณรูปภาพจาก Instapage

Image Text: High

ขอบคุณรูปภาพจาก Instapage

โฆษณาตัวอักษรน้อยกว่า 20% มีประสิทธิภาพมากกว่าจริงหรือ?

การจำกัดตัวอักษร ลดการมองเห็นของตัวโฆษณายังคงเป็นที่ถกเถียงจากนักการตลาดในวงกว้างว่า โฆษณาที่มีตัวอักษรน้อยมีประสิทธิภาพมากกว่าจริงหรือไม่? 

เนื่องจากในหน้า News feed นั้นเป็นเหมือนสมรภูมิรบที่มี Users มากกว่า 1.65 พันล้านคนเข้าใช้งาน และทางระบบมีการแชร์เรื่องราวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 โพสต่อวัน/คน ซึ่งจาก 1,500 โพสนี้ทางระบบจะทำการเรียงลำดับความสำคัญตามการใช้งานของ Users นั้นๆ

การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความสนใจของลูกค้าบนหน้า News feed นี้ทำให้ตัวอักษรบนรูปภาพเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้ผู้ใช้งานเห็นรูปภาพ และรู้ได้ทันทีถึงข้อความที่เราต้องการจะสื่อสาร ที่โดยปกติแล้วเมื่อคนเราเห็นคอนเทนต์บนหน้า Feed มักจะสนใจรูปภาพเป็นอันดับแรก ต่อมาเป็น Headline และสุดท้ายข้อความ ซึ่งนักการตลาดส่วนมากจะใช้วิธีสอดแทรก CTAs (Call-to-action) เข้าไปในรูปภาพเพื่อเพิ่มความสนใจ เช่น “ฟรี”, “คุณเท่านั้น”, “มีเวลาจำกัด” เป็นต้น 

มีการทดลองหนึ่งในผลการค้นคว้าของ SketchDeck ตั้งแต่ปี 2016 เกี่ยวกับจำนวนตัวอักษรบนรูปภาพต่อความสนใจของผู้ใช้งาน เผยให้เห็นถึงข้อมูลที่น่าสนใจ 

ขอบคุณรูปภาพจาก Sketchdeck

ในการทดลองนี้จะใช้ภาพที่เหมือนกันตลอดการทดลอง แต่สิ่งที่ต่างกันมีเพียงจำนวนและขนาดตัวอักษรบนรูปภาพ (จากรูปภาพด้านบน) โดยใช้การวัดผลเป็น CPC (Cost-per-click) หรือการจ่ายเงินตามจำนวนการคลิ๊ก

ขอบคุณรูปภาพจาก Sketchdeck

ผลการค้นคว้าที่ออกมาคงจะผิดหลักความเชื่อของนักการตลาดหลายๆ คนเพราะรูปภาพที่ไม่มีตัวอักษรเลยกลับมี CPC น้อยที่สุด ซึ่งจากผลการค้นคว้านี้ ทีม Sketchdeck มีข้อสันนิษฐานว่า

“การมีตัวอักษรบนรูปภาพอาจดูสวยงามและน่าดึงดูดก็จริง แต่เมื่อผู้ใช้งานเห็นข้อความ CTAs ที่ชัดเจนก็จะสามารถรู้ได้ทันทีเช่นกันว่าโพสนี้คือโฆษณาและเลื่อนผ่านไป ดังนั้นตัวโฆษณาไม่ควรดูผิดที่ผิดทางจากโพสบนหน้า News feed ของผู้ใช้งานมากเกินไป”

อย่างไรก็ตามจากการพัฒนาของแพลตฟอร์มและการลดหย่อนมาตรการตัวอักษรของ Facebook อาจทำให้เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ของผู้ใช้งาน รวมถึงเทรนด์ในอนาคตก็เป็นได้

ทำไม Facebook ต้องจำกัด 20% ตัวอักษร?

หลายปีที่ผ่านมา Facebook ได้ทำการย้ำพวกเราเสมอว่าผู้ใช้งานแพลตฟอร์มทั้ง Facebook และ Instagram นั้นไม่ชอบภาพที่มีตัวอักษรเป็นจำนวนมากบนหน้า News feed โดยเฉพาะสมัยก่อนในช่วงที่ตัวแพลตฟอร์มยังไม่ได้มีช่องทางการแสดงเนื้อหาที่หลากหลายรูปแบบอย่าง ณ ปัจจุบัน โดยหลัก ๆ รูปแบบคอนเทนต์จะเป็นในรูปแบบตัวอักษรและรูปภาพเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นการจำกัดตัวอักษรบนรูปภาพจึงเป็นหนึ่งในวิธีพัฒนา User Experience นั้นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปตัวแพลตฟอร์มมีการพัฒนาให้มีความทันสมัยมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ตัวอักษรบนรูปภาพไม่เป็นการรบกวนประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งานอีกต่อไป ทาง Facebook จึงทำการลดหย่อนการตรวจสอบที่เข้มงวดนี้จาก “ตัวอักษรมากกว่า 20%=ไม่ผ่าน” กลายเป็น “ตัวอักษรมากกว่า 20% = ผ่าน สามารถโฆษณาได้ แต่! จะถูกจำกัดการมองเห็น” 

ทั้งนี้ทาง Facebook ยังคงมีการช่วยนักโฆษณาในการอัพเดทรูปแบบโฆษณาใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโฆษณา และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน 

ข้อมูลอ้างอิง: SocialmediatodayInstapageSketchdeckSearchEngineJournal


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง Lead Generation

10 ตัวอย่าง Lead Generation เทคนิคการตลาด เพื่อหาลูกค้าที่ใช่!

customer experience

Customer Experience คืออะไร? สำคัญกับธุรกิจอย่างไร

Add Your Heading Text Here

Add Your Heading Text Here

Add Your Heading Text Here