January 10, 2022

12 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2022 ที่ผู้ประกอบการควรจับตามองจาก Gartner

Reading Time: 5 minutes

ปี 2022 นับว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตอย่างมาก และ AI ก็จะเข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันเข้าไปอีก ยิ่งตอนนี้มีการรีแบรนด์ของ Facebook ที่ส่งเสริมนโยบายใหม่ของบริษัทเพื่อให้รองรับเทคโนโลยี Metaverse มากขึ้น ซึ่งในบทความก่อน ๆ ผมได้บรรยายไปแล้วว่า Metaverse สามารถเข้ามาช่วยบริษัทของคุณทำการโฆษณาหาลูกค้าใหม่ได้สบาย ๆ 

 

ในวันนี้ผมจะขอสรุป เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2022 ที่ทาง Gartner บริษัทให้คำปรึกษาด้านไอทีได้คาดการณ์ไว้และจะกลายมาเป็นกระแสมากขึ้นในช่วง 3 – 5 ปีนับจากนี้ ซึ่งจะเป็นเครื่องทุ่นแรงให้เจ้าของธุรกิจหาลูกค้าใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม

 

ทั้งนี้ทาง Gartner ได้แบ่งเทรนด์เทคโนโลยีออกเป็น 3 หมวดได้แก่ หมวด Engineering Trust, Sculpting Change และ Accelerating Growth และแต่ละหมวดจะแบ่งย่อยเทรนด์ทั้งหมดลงไปอีกอย่างละ 4 ประเภทรวมแล้วกว่า 12 ประเภท ดังนี้


Reading Time: 5 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

1. หมวด Engineering Trust (ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม)

ในฐานะผู้นำเทรนด์เทคโนโลยีในปีหน้าสิ่งที่ต้องสร้างอย่างแรกที่สุดคือความน่าเชื่อถือเพื่อดึงดูด หาลูกค้า ใหม่ให้เข้ามาใช้งานได้มากขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานถึงความปลอดภัยทางด้านวิศวกรรม ดังนั้นการออกแบบและพัฒนาแกนหลักธุรกิจจึงต้องเป็นสิ่งที่รับรองได้ว่ามีความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ สามารถทำซ้ำ พิสูจน์ และปรับเปลี่ยนได้
มาเป็นแกนหลักของธุรกิจ สร้างรากฐานที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีในกลุ่ม Engineering Trust ประกอบไปด้วย Data Fabric, Cybersecurity Mesh, Privacy-Enhancing Computation และ Cloud-Native Platforms

 

  • Data Fabric

เป็นระบบรูปแบบการจัดการดูแลข้อมูลสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรข้อมูลอย่างชาญฉลาด และส่งมอบข้อมูลเหล่านั้นโดยตรงถึงมือผู้บริโภค ด้วย Data Fabric คุณสามารถยกระดับคุณภาพข้อมูลของบริษัทโดยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องในทันที ซึ่งวิธีการจัดการข้อมูลของ Data Fabric จะช่วยลดกำลังในการจัดการข้อมูลภายในบริษัทได้กว่า 70%

data fabric

  • Cybersecurity Mesh

สินทรัพย์ทางธุรกิจดิจิทัลถือเป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นและถูกอัปโหลดกระจายไปทั่วระบบ Cloud และ Data Centers 

คอนเซปต์ของ Cybersecurity Mesh จะคล้าย ๆ ร่างแห หรือ แหอวน จุดหนึ่งจุดที่ตัดกันบนเส้นเชือกคือยูนิตหนึ่งหน่วยที่เชื่อมต่อกันเป็นหลาย ๆ หน่วยด้วยร่างแห เป็นการลดบทบาทของการตรวจสอบแบบรวมศูนย์แบบเดิมให้กระจายออกเป็นหน่วยย่อยที่เล็กขึ้น ช่วยลดภาระความปลอดภัยจากส่วนกลาง และเน้นที่ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลกับเครื่องจักรที่อยู่ในเครือข่าย

เป้าหมายก็เพื่อให้แน่ใจว่านโยบายการรักษาความปลอดภัยของยูนิตแต่ละหน่วยจะสามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจากยูนิตต่าง ๆ ที่มีอำนาจรวมศูนย์ในตัวเอง ด้วยวิธีนี้ระบบหลักจะมีหน้าที่เพียงแค่ออกนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบรวมศูนย์เท่านั้น ส่วนข้อกำหนดการบังคับใช้ระบบรักษาความปลอดภัยจะถูกนำมาใช้งานในแต่ละยูนิตอีกทีหนึ่ง ทำให้กลายมาเป็นแนวทางการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรที่มีนโยบายทำงานจากที่ไหนก็ได้และอยู่ในสภาวะความเสี่ยงทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

Cybersecurity Mesh

ที่มา: ITProPortal

 

  • Privacy-Enhancing Computation

ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมากระแสการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งมีการออกพรบ. PDPA คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทำให้นักการตลาดและเว็บไซต์ต่างเก็บข้อมูลหาลูกค้าใหม่ยากขึ้นไปอีก

วิธีการทำงานของ PEC คือจะอนุญาตให้ Party ที่มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการข้อมูลนั้น ๆ สามารถดึงค่าออกจากข้อมูลหรือผลลัพธ์ที่ได้มาเพื่อนำไปปรับใช้งานต่อได้โดยที่ไม่ต้องแชร์ข้อมูลให้กับ Party อื่น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้การทำงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ สามารถเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลที่ละเอียดอ่อนภายใต้ข้อกำหนดที่ระบุไว้ โดยมีเทคนิคปกป้องความเป็นส่วนตัวคอยควบคุมดูแลอยู่ในอีกชั้นหนึ่ง

Privacy-Enhancing Computation

  • Cloud-Native Platforms

เทคโนโลยีตัวนี้จะอ้างอิงถึงคอนเซปต์ของการสร้างและรันโปรแกรมบนแอปพลิเคชันที่หยิบยืมข้อดีจากระบบ Cloud  มาใช้งานทั้งความยืดหยุ่นและความกะทัดรัด

ระบบ Cloud-Native จะช่วยให้องค์กรสร้างและปรับเปลี่ยนขนาดของ Cloud ให้อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมที่ใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็นแบบสาธารณะ แบบส่วนตัว หรือแบบผสม ซึ่งจะติดตั้งพร้อมกับฟีเจอร์ที่เหมาะสม ได้แก่ Containers, Service Meshes, Microservices, Immutable Application และ Declarative Application Programming Interfaces (APIs) และด้วยฟีเจอร์เหล่านี้จะช่วยให้ระบบที่เชื่อมต่อกับแบบไม่เป็นที่เป็นทางมีความยืดหยุ่น จัดการได้ง่าย และตรวจสอบได้ง่ายมากขึ้น ช่วยให้ทีมวิศวกรอัปเดตการเปลี่ยนแปลงในสเกลที่ใหญ่ขึ้นและผู้ใช้งานจะได้รับผลกระทบน้อยลง

Cloud-Native Platform

ที่มา: Pawa IT Solutions


Reading Time: 5 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

2. Sculpting Change (การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปเป็นร่าง)

กุญแจสำคัญที่ Gartner ต้องการจะสื่อก็คือ ‘การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ’ การขาดการพัฒนารังแต่จะทำให้เทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงหยุดชะงักลง จึงต้องนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับแต่งและมีความในการสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อสอดรับกับสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิมและลดความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดให้เกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม เหมือนกับการทำธุรกิจ เวลาเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เปลี่ยนตาม วิธีการหาลูกค้าแบบเก่าอาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป แต่ตอนนี้เทคโนโลยีมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรามากขึ้นแล้ว แล้วจะเป็นยังไงถ้าธุรกิจของคุณหันมาปรับตัวใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ อาจเพิ่มอัตราการค้นหาลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากกว่าที่เคยเป็นก็ได้

เทคโนโลยีในกลุ่ม Sculption Change ประกอบไปด้วย 1. Composable Applications 2. Decision Intelligence 3. Hyperautomation และ 4. AI Engineering

 

  • Composable Applications

ช่วงเวลาแบบนี้นี่แหละที่จะผลักดันให้แอปพลิเคชันต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการทำงานมากที่สุด เห็นได้จากตัวอย่างแอปพลิเคชันเกิดใหม่ที่ผลิดอกออกผลกันมากในช่วงปีสองปีนี้ ที่เห็นได้ชัดเลยคือแอปพลิเคชันซื้อ-ขายออนไลน์อย่าง LaLaMove, Grab, Lineman, 7-11 หรือ Truemoney ที่เพิ่งมาเป็นกระแสในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก็นับเป็นผลมาจาก Composable Application นั่นเอง

Composable Applications จะใช้ประโยชน์จาก API Economy และ Offering มารวมกันในรูปแบบของโมดูลาร์ ที่จะแยกออกเป็นส่วนประกอบเล็ก ๆ อีกทีหนึ่งเรียกว่า Microservices หรือ Packaged Business Capabilities (PBCs) ก็คือเป็นการย้ายจากแอปพลิเคชันเดิมเดี่ยว ๆ ขนาดใหญ่ไปสู่ขั้นตอนทางธุรกิจที่เป็นส่วนแยกย่อยจำเพาะเจาะจงมากขึ้น สามารถทำให้ขั้นตอนการทำงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจและกลมกลืนไปกับกลุ่มเทคโนโลยีของบริษัทได้

สาเหตุที่เทคโนโลยีตัวนี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในองค์กรคือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด (ช่วงล็อกดาวน์ลูกค้าออกไปซื้อของไม่ได้ ก็เกิดเป็น Food Delivery Applications ขึ้นมาหลายเจ้า) ดังนั้นธุรกิจจึงต้องมีการปรับตัวที่รวดเร็วโดยมีปัจจัยทางด้านเทคโนโลยีมาเป็นส่วนเสริม อาทิ ปรับให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น เชื่อมต่อประสบการณ์ใหม่ผ่านทางดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการปรับโมเดลธุรกิจแบบเก่าให้เป็นดิจิทัล เป็นต้น

Composable Applications

  • Decision Intelligence

‘การตัดสินใจ’ คือกระบวนการที่เราทำทุกวันเป็นประจำและทำทุกวินาที ไปทางซ้ายหรือขวา วันนี้กินอะไรดี หาลูกค้าใหม่ปีหน้าจะได้เพิ่มหรือลดลง? คำถามเหล่านี้คือกระบวนการตัดสินใจแทบทั้งนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปแบบขั้นตอนในสมองของเรา แต่เมื่อมันมาอยู่ในรูปแบบการตัดสินใจผ่าน AI ที่แทบเรียกได้ว่าเป็นตัวพลิกกระดานเลยก็ว่าได้

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะประมวลผลและวิเคราะห์ขอบเขตข้อมูลแบบเรียลไทม์ สร้างข้อมูลที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าเหมือนการพยากรณ์สภาพอากาศ แต่จะอ้างอิงโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประวัติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และให้คำแนะนำที่เกิดขึ้นได้จริงโดยอยู่บนพื้นฐานของชุดข้อมูลและข้อจำกัดที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ Decision Intelligence ยังประกอบไปด้วยกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มอัลกอริทึมที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้แก่ Decision Machine อีกด้วย ดังนี้

 

  1. Machine Learning ทำงานร่วมกับชุดโครงสร้างข้อมูลและให้คำแนะนำหรือตัวเลือก อ้างอิงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ระบุเอาไว้ให้
  2. Deep Learning เป็นขั้นต่อมาของการพัฒนา Machine Learning แต่ในกรณีของ Deep Learning จะใช้ข้อมูลการตัดสินใจครั้งก่อนหน้ามาเป็นปัจจัยในการประกอบการตัดสินใจในครั้งถัดไป
  3. Visual Decision Modeling โมเดลตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์แวร์ Decision Intelligence เพื่อแสดงผลการตัดสินใจให้มนุษย์เห็นถึงตัวเลือกที่มีอยู่ โดยที่สิทธิ์ในการตัดสินใจจะยังอยู่ที่เจ้าของธุรกิจหรือพนักงาน
  4. Complex Systems Modeling เป็นอีกหนึ่งข้อดีของ Decision Intelligence สามารถสร้างปัจจัยเชิงตรรกะที่ซับซ้อนทางธุรกิจเพียงอาศัยข้อมูลที่มีอยู่และเป้าหมายสุดท้ายของธุรกิจ
  5. Predictive Analytics การตัดสินใจเองผ่านระบบ AI จะมีการอ้างอิงขั้นพื้นฐานมาจากการคาดการณ์ที่แม่นยำ หนึ่งในตัวอย่างที่ง่ายที่สุดที่จะอธิบายให้เห็นภาพคือการคาดการณ์ราคาและการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการค้าโดยอัตโนมัติ ในส่วนนี้คำแนะนำประกอบการตัดสินใจจะผันแปรขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาที่เกิดขึ้นในอดีต การคาดการณ์ความต้องการซื้อ แนวโน้มเทรนด์ที่กำลังมา และชุดข้อมูล Insights ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคมาประกอบการวิเคราะห์

Decision Intelligence

  • Hyperautomation

ย้อนกลับไปในปี 2019 คำว่า ‘Hyperautomation’ ถูกนิยามขึ้นมาใหม่โดยบริษัท Gartner โดยคอนเซปต์ของคำ ๆ นี้คือการสะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับเทคโนโลยี Robotic Process Automation (RPA) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่และกำลังเป็นที่นิยมในการทำให้กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างอัตโนมัติมากขึ้น มีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่อตีกรอบการทำงานและเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยในการขยายขนาดธุรกิจให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งหากนำไปปรับใช้ให้ถูกวิธีก็สามารถหาลูกค้าใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องลงมือเองและไม่เปลืองทรัพยากรบุคคลอีกด้วย

เทคโนโลยีขั้นสูงที่ถูกใช้ใน Hyperautomation มีดังนี้

  1. Process Mining & Task Mining Tools เป็นการวิเคราะห์ระบบจากเหตุการณ์จริง ที่มีการบันทึกว่าใครทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ แล้วนำมาสร้างเป็นโมเดลข้อมูลทางสถิติ ให้เห็นการทำงานทั้งระบบในภาพรวม ใช้ในการระบุตัวตนพนักงาน เครื่องจักร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กระบวนการ และจัดลำดับความสำคัญของโอกาสที่อาจเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติ
  2. RPA, No-Code / Low-Code Development Tools, iPaaS จัดเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบอัตโนมัติสำหรับลดค่าแรงและต้นทุนในการสร้างระบบอัตโนมัติอื่น ๆ
  3. Intelligent Business Process Management, Decision Management และ Business Rules Management ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการคิดและตัดสินใจด้านธุรกิจ เพื่อให้ง่ายต่อการปรับใช้และนำระบบอัตโนมัติที่ยังใช้งานได้อยู่กลับมาใช้ใหม่
  4. AI, Machine Learning (ML) สำหรับขยายขอบเขตความสามารถของระบบอัตโนมัติ ซึ่งระยะที่เครื่องมือจะสามารถเรียนรู้ได้ประกอบไปด้วยการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) โปรแกรมการอ่านอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition) ระบบแมชชีนวิชั่น (Machine Vision) ตัวแทนเสมือน (Virtual Agent) และแชทบอท
Hyperautomation

ที่มา: G-Able

 

  • AI Engineering

อธิบายให้เข้าใจง่าย AI Engineering คือการฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ให้แสดงพฤติกรรมหรือกิจกรรมต่าง ๆ ออกมาในลักษณะที่คล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตเช่น คน หรือ สุนัข โดยพื้นฐานแล้ว AI Engineering จะใช้ระบบจากอัลกอริทึม การเขียนโปรแกรม โครงข่ายประสาท และเทคโนโลยีชนิดอื่นในการพัฒนาฟังก์ชันและเทคนิคของ AI ซึ่งการพัฒนาฟังก์ชันและเทคโนโลยี AI ก็จะมีประโยชน์อีกต่อหนึ่งในด้านวิทยาศาสตร์ การพัฒนาสังคม การค้าและธุรกิจ

ฉะนั้นวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์จึงต้องสามารถดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ออกแบบอัลกอริทึม สร้างและทดสอบโมเดลของ Machine Learning จากนั้นจึงค่อยปล่อยโมเดลในการสร้างแอปพลิเคชันที่มี AI เป็นตัวขับเคลื่อน เอาไว้ใช้ในการทำงานที่มีความซับซ้อนสูงหรืองานที่ต้องใช้ระดับสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ในการจัดการ

นอกจากนี้ AI Engineering ยังเป็นสาขาที่เน้นด้านการค้นคว้าและปฏิบัติผสมผสานกับหลักการระบบทางวิศวกรรมทำให้เกิดการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อมนุษย์ จึงทำให้เกิดเป็นการพัฒนาสามเสาหลักในการชี้นำเหล่า AI Engineering ขึ้นมา

 

  1. Human-centered AI เป้าหมายหลักของการนำ AI ไปปฏิบัติคือการทำความเข้าใจผู้คนที่จะใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง เสาแท่งนี้จะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและค่านิยมของมนุษย์โดยเฉพาะ
  2. Scalable AI หากอยากได้ AI ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะต้องมีการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้นทั้งเวลาและเงินทุนในการพัฒนา เสาแท่งนี้มีไว้สำหรับการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และโมเดลของ AI รวมไปถึงการนำโมเดลที่มีปัญหามาปรับใช้ใหม่อีกครั้ง
  3. Robust and Secure AI ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งของการพัฒนา AI คือเราไม่รู้ว่าเมื่อเทคโนโลยีนี้ถูกส่งออกไปอยู่ข้างนอกห้องวิจัยหรือห้องทดสอบแล้ว AI จะยังทำงานตามที่คาดหวังเอาไว้ได้หรือเปล่า เสาแท่งนี้จึงออกแบบมาเพื่อรองรับการทดสอบระบบ AI ที่มีความยืดหยุ่นสูงยิ่งขึ้น

AI Engineering


Reading Time: 5 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

3. Accelerating Growth (เร่งสร้างการเติบโต)

เมื่อสองธีมหลักข้างบนอยู่ตัวแล้ว ถัดมาคือการคิดต่อยอดไอทีด้านใหม่ ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ความคิดริเริ่มที่สดใหม่และนำมาปรับใช้กับองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้การเติบโตของบริษัทและเทคโนโลยีเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เทคโนโลยีในกลุ่ม Sculption Change ประกอบไปด้วย 1. Distributed Enterprises 2. Total Experience 3. Autonomic Systems 4. Generative AI

 

  • Distributed Enterprises

ลองนึกภาพของธุรกิจขนาดใหญ่ระดับประเทศหรือระดับโลกที่มีสาขากระจายไปแทบทุกจังหวัดหรือกระจายไปทั่วโลกอย่างโรงแรม ธุรกิจค้าส่ง ธนาคาร ต่างก็มีอยู่หลายสาขากันทั้งนั้น โดยปกติแล้วบริษัทแม่หรือสำนักงานใหญ่จะได้รับการดูแลอย่างแน่นหนาทั้งในโลกจริงและโลกไซเบอร์ เพื่อป้องกันการถูกแฮ็กหรือถูกโจมตีทางไซเบอร์ แต่กลับกันสาขาย่อยแห่งอื่นกลับไม่มีการป้องกันเหล่านั้นที่เพียงพอ ทำให้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างง่ายดาย ปัญหานี้แหละที่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดเทคโนโลยีที่เรียกว่า Distributed Enterprises

เพื่อเสริมความปลอดภัยให้บริษัทลูกหรือสาขาย่อยต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องมีการปรับใช้ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น ซึ่งมีแนวทางดังนี้

  1. ติดตั้ง Next-Generation Firewalls (NGFW) ช่วยในการตรวจจับความผิดปกติหรือการโจมตีที่เกิดขึ้นกับข้อมูลและรายงานกลับมาผ่านเครือข่ายภายใน
  2. Centralized Network Security Management ความปลอดภัยแบบรวมศูนย์จะช่วยให้คุณสามารถดูภาพรวม Firewall ได้ทั้งฝั่งของผู้ใช้งาน แอปพลิเคชัน คอนเทนต์และภัยคุกคามทั้งหมดผ่านระบบเครือข่ายของบริษัท
  3. The Ability to Scale เมื่อมีข้อมูลเข้ามาเพิ่มมากขึ้น Firewall ควรตรวจจับและกำหนดรูปแบบความปลอดภัยใหม่โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ไอที
  4. Cloud Deployment ความสามารถในการกำหนดค่านโยบายความปลอดภัยและการปรับใช้วิธีการดำเนินงานจากระบบ Cloud จะช่วยให้บริษัทประหยัดเวลาและเงินทุนยิ่งขึ้น
Distributed Enterprises

ที่มา: scalestorageworks.com

 

  • Total Experience

Gartner อธิบายไว้ว่า Total Experience คือผลจากการผสานรวมกันของ Multiexperince, Customer Experience, Employee Experience และ User Experience (UX) เมื่อทั้งสี่อย่างได้มารวมกันเป้าหมายหลักก็คือการพัฒนาปรับปรุงประสบการณ์โดยรวม (Overall Experience) และผสานหลอมรวมประสบการณ์ของพนักงาน ลูกค้า และผู้ใช้งานเข้าไว้ด้วยกัน

ธุรกิจที่ใช้ผลประโยชน์จาก Total Experience จะมีข้อได้เปรียบในด้านการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อการทำงานสามารถทำได้จากต่างที่ผ่านมือถือ ระบบเสมือน และระบบ Distributed Customers ดังจะเห็นได้จากแอปพลิเคชันที่กลับกลายมาดังเพียงชั่วข้ามคืนอย่างแอป ‘หมอพร้อม’ ที่เปลี่ยนแปลงแอปใหม่โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของลูกค้าและผู้ใช้งานจริงในการแก้ไขฟังก์ชันการใช้งานให้ปลอดภัยและเป็นที่น่าพอใจมากขึ้น ผู้ใช้งานสามารถรับข้อมูลข่าวสารบริเวณที่มีคลัสเตอร์หรือสามารถใช้เช็กอินขึ้นเครื่องบินแทนใบรับรองอื่น ๆ ได้ ด้วยกลยุทธ์การปรับใช้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานมาเป็นตัวช่วย บริษัทไม่เพียงแต่ก้าวทันโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปในปี 2022 แต่ยังสามารถฟื้นตัวได้เร็วจากการปรับตัวให้เข้ากับบริบทรอบตัวได้อีกด้วย

สองวิธีในการจัดการเทรนด์ Total Experience ได้อยู่หมัด

  1. การทำ Branding ผ่าน Employee Experience หนึ่งในตัวเลือกที่แปลกประหลาดแต่เห็นผลชัดที่สุดของลูกค้าที่จะใช้บริการเราระบุว่า “หากอยากรู้ว่าบริษัทนั้นดูแลลูกค้าดียังไงให้ดูที่วิธีที่เขาใช้ดูแลพนักงานของตัวเอง” เพราะถ้าดูแลคนในทีมไม่ดีแล้ว จะดูแลลูกค้าได้ดีได้อย่างไร? ดังนั้นในปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องอธิบายวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันที่แข็งแกร่งและเสริมทัศนคติให้ความสำคัญกับพนักงานก่อน ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าสูงมักเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับคนในทีม ส่งผลให้พนักงานมีความพอใจในที่ทำงานสูง ซึ่งจะทำให้มีผลงานเพิ่มขึ้นตามมาภายหลัง
  2. ทำลายวัฒนธรรมองค์กรแบบไซโลทิ้งไป วัฒนธรรมองค์กรแบบไซโล คือการทำงานแบบแยกส่วน คนในทีมโฟกัสที่การทำงานของตัวเอง ไม่สนใจงานของคนอื่น ซึ่งเป็นตรงข้ามกับ ‘Teamwork’ ทุกประการ ทำให้พัฒนาสิ่งใหม่ได้ช้า การผลิตหรือการบริการต่ำลง แต่หากมี Total Experience เข้ามาช่วยถัวเฉลี่ยและผสานการทำงานจากทั้ง Front และ Back Office ทำให้มั่นใจว่าคนในทีมจะรู้สึกมีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ของทีมที่ใหญ่ขึ้น และเมื่อประสบการณ์ของพนักงานเป็นไปในด้านดีจะไปดึงความสัมพันธ์และความพึงพอใจจากลูกค้าและผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ให้รู้สึกดีด้วยเช่นกัน วิธีที่จะเปลี่ยนองค์กรคุณให้เป็นไปในทิศทางนี้คือการลงทุนในด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะและซอฟต์แวร์ตัวอื่นอย่างมีนัยสำคัญเพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมกันและกันมากขึ้น
Total Experience

ที่มา: iv.com


  • Autonomic Systems

Autonomic Systems คือระบบการจัดการทางกายภาพด้วยตนเอง หรือเป็นระบบซอฟต์แวร์ที่เรียนรู้ได้เองจากสภาพแวดล้อม สิ่ง ๆ นี้ไม่เหมือน Automated หรือ Autonomous Systems เพราะตัว Autonomic Systems จะสามารถปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมของตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องอัปเดตซอฟต์แวร์จากภายนอก ทำให้ปรับตัวเข้ากับปัจจัยภายนอกได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอย่างที่มนุษย์ทำได้ ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้เริ่มมีให้เห็นในระบบความปลอดภัยที่ซับซ้อนขึ้นแล้วซึ่งจะมาช่วยในส่วน Distributed Enterprises ให้ทำงานดีขึ้น และที่กำลังตามมาคือการนำมาปรับใช้กับหุ่นโดรน หุ่นยนต์ เครื่องจักรโรงงานและพื้นที่อัจฉริยะแห่งอื่น ๆ

Autonomic Systems

ที่มา: adeaca.com

 

  • Generative AI

เทรนด์เทคโนโลยีอย่างสุดท้าย Generative AI คือเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างคอนเทนต์โดยการปรับใช้ข้อความ ไฟล์เสียงและรูปที่มีอยู่แล้วมาสร้างใหม่ ด้วยเทคโนโลยีตัวนี้คอมพิวเตอร์จะตรวจหารูปแบบพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกันในแต่ละไฟล์แล้วนำมาสร้างเป็นอีกคอนเทนต์ที่คล้ายคลึงกัน

 

การนำ Generative AI ไปปรับใช้ มีดังนี้

  1. สร้างรูปวัตถุ ฉาก หรือหน้าคนได้เหมือนจริง
  2. ปรับเปลี่ยนรูปภาพให้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น เติมสีลงในรูปภาพขาว-ดำ เปลี่ยนรูปถ่ายกลางวันเป็นรูปกลางคืน เป็นรูปวาดให้เป็นรูปถ่าย เปลี่ยนรูปถ่ายดาวเทียมเป็นรูปบน Google Map
  3. ถอดความจากคำบรรยายรูปภาพแล้วเปลี่ยนเป็นรูปภาพเสมือนจริง
  4. ปรับความคมชัดของม้วนฟิล์มเก่า ปรับปรุงรูปหรือฟิล์มหนังเก่าโดยการเพิ่มสเกลให้เป็น 4K หรือสูงกว่า เปลี่ยนเฟรมจาก 23 เฟรม/วินาที เป็น 60 เฟรม/วินาที กำจัดเสียงรบกวนและเพิ่มสีสันลงไป
  5. แปลความหมายรูปภาพให้เป็นภาพถ่าย คล้ายการทำ CG คือเปลี่ยนภาพร่างหรือภาพที่มีคำอธิบายให้เป็นรูปภาพสมจริง
  6. สร้างรูปหน้าตรง สามารถสร้างรูปหน้าคนตรง ๆ ได้จากรูปถ่ายที่ถูกถ่ายมาจากมุมอื่น มักใช้ในระบบการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าหรือระบบการระบุตัวตนจากใบหน้า
  7. เปลี่ยนรูปธรรมดาให้เป็นอีโมจิ เปลี่ยนรูปจริงให้กลายเป็นรูปอิโมจิหรือรูปหน้าการ์ตูนขนาดเล็ก
  8. ปรับอายุใบหน้า ใช้สำหรับคำนวณคาดคะเนใบหน้าตามอายุที่เปลี่ยนไปตั้งแต่เด็กจนแก่
  9. Deep Fake Technology ข้อนี้ถือเป็นการชุบชีวิตผู้ตายหรือโคลนร่างกายดาราดังโดยทางอ้อม เพราะ AI จะใช้การสังเคราะห์ใบหน้าและการโคลนเสียงจากเสียงต้นฉบับเพื่อนำมาจับคู่กับนักแสดงลิปซิงค์
Generative AI

ที่มา: veventurebeat.com

ข้อดีหลัก ๆ ของ Generative AI คือใช้เพื่อการป้องกันตัวตนบนโลกออนไลน์ เพราะร่างอวตาร์ที่ได้จากการผลิตของ AI มีไว้สำหรับคนที่ไม่อยากเปิดเผยตัวตนบนโลกออนไลน์

ใช้ในการควบคุมหุ่นยนต์ AI จะช่วยให้ Machine Learning เกิดความอคติต่อสิ่งต่าง ๆ น้อยลงและเข้าใจแนวคิดที่เป็นนามธรรมมากขึ้นในโลกแห่งความจริง

ระบบสาธารณสุข เนื่องจากสามารถระบุความผิดปกติในร่างกายที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เช่น การถ่ายภาพมุมต่าง ๆ เพื่อเอกซเรย์ให้เห็นภาพการขยายตัวของเนื้องอกได้ เหมาะสำหรับใช้ในธุรกิจดูแลสุขภาพเป็นอย่างมาก


Reading Time: 5 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 
และนี่ก็คือเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะเกิดขึ้นในปี 2022 จาก Gartner บริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านไอทีโดยเฉพาะ ซึ่งเราหวังว่าอาจนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้ดียิ่งขึ้น นอกจากจะใช้ในการหาลูกค้าใหม่แล้ว ยังสามารถใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ปลอดภัยและทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบรับกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์อันมีค่าให้แก่ผู้ใช้งานหรือลูกค้าได้อย่างเต็มที่ผ่านจักรกลและเครือข่ายที่กำลังก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกำลังหลักในธุรกิจคุณในปัจจุบัน

 

——————————————————————–

 

ร่วมงานกับทีม Cotactic Media หนึ่งในบริษัทโฆษณาออนไลน์ชั้นนำของเมืองไทย ที่จะช่วยให้คุณตอบโจทย์การหาลูกค้าให้คุณได้ตามเป้าหมายแบรนด์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Brand Awareness หรือ Lead Generation ก็ทำได้หมด ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกับทีม Cotactic เพื่อให้เราเป็น Collaborative Marketing Partner ทำงานเป็นทีมร่วมกันกับคุณ

 

——————————————————————–

 

ติดต่อ

โทร.065-095-9544

Inbox: https://m.me/cotactic

Line@: https://line.me/R/ti/p/@cotactic

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

https://emtemp.gcom.cloud/ngw/globalassets/en/publications/documents/2022-gartner-top-strategic-technology-trends-ebook.pdf 

 

Data Fabric https://ibm.co/3cK4WVu 

Cybersecurity Mesh https://bit.ly/3r31CNJ 

Privacy-Enhancing Computation : Forbes https://bit.ly/3xgWztY

 Cloud-Native Platforms https://bit.ly/3r32Icj 

Composable Applications / Enterprise https://bit.ly/3FFCQY0 / https://bit.ly/3r3hxvg 

Decision Intelligence https://bit.ly/3DQK6zH 

 Hyperautomation https://bit.ly/32t8Ik4  

AI Engineering https://bit.ly/3r1kfS9 

Distributed Enterprises https://bit.ly/3xjUc9V 

Total Experience https://bit.ly/3EdYZvv 

 Autonomic Systems https://zd.net/30NwQ0q 

Generative AI https://bit.ly/3HRpycC 

Facebook Comment
บทความที่เกี่ยวข้อง

SEM คืออะไร มีกี่ประเภท สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ภายใน 5 นาที

Reading Time: 5 minutes หลายครั้งที่คุณค้นหาข้อมูลบน Google คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์ที่ปรากฏเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google Search จะมีคำว่า Ad ตัวเล็ก ๆ กำกับอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์เสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำการตลาดแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย Search เจอเว็บไซต์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ๆ แท้จริงแล้วการทำ SEM คืออะไร? หากต้องการจะทดลองทำต้องเริ่มต้นจากอะไร มาเรียนรู้ไปด้วยกันในบทความนี้! SEM คืออะไร? Search Engine Marketing หรือ SEM คือ การทำการตลาดบน Search Engine เช่น Baidu, Bing, Yahoo รวมถึง Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง Google ซึ่งการตลาดในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการกำหนด Keyword ขึ้น ก่อนดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ […]

Google Trends คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการทำ SEO

Reading Time: 2 minutes อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาภายในของตัวเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง Google ได้กำหนดไว้ เช่น ปรับแต่งตัวเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, ใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปในเนื้อหา หรือจัดเรียงหัวข้อและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้ Google เลือกแสดงเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา เพราะอัลกอริทึ่มจะมองว่าเว็บไซต์ของเราว่ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานนั่นเอง โดยการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันนั้น อาจต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือตัวช่วยดี ๆ เพื่อที่จะทำให้การทำงานของเราสะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปรู้จักกับ Google Trend เครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้การทำ SEO เป็นไปได้อย่างราบรื่น และต่อยอดการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยมันจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากน้อยขนาดไหน เราไปดูกันเลยครับ Google Trends คืออะไร Google Trends คือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มหรือพฤติกรรมการค้นหา Keyword ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน โดยนำปริมาณการค้นหา Keyword […]

ทำ SEO ช่วยเพิ่ม Organic Traffic อย่างมีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์ไม่ตกอันดับ

Reading Time: 2 minutes หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยสำหรับคนทำเว็บไซต์ก็คือ จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มีจำนวนไม่มาก หรือมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์น้อยเกินไป ทำให้อันดับของเว็บไซต์ลดลง เว็บไซต์ไม่ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine ซึ่งการทำ SEO เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มยอด Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แถมยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นยังเป็นยอดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการติดอันดับของเว็บไซต์ ในวันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกันว่า ว่าออแกนิคTraffic คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง แล้วการทำ SEO จะสามารถช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ของเราได้มากน้อยขนาดไหน มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย    ทำความรู้จัก Organic Traffic คืออะไร  คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เข้ามาชมเว็บไซต์อย่างธรรมชาติ โดยจะเข้าชมผ่านการใช้ Keyword ในการค้นหาบนหน้า Search Engine หรือ Google นั่นเอง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะมีความแตกต่างจากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการยิง Ads โฆษณา หรือ Paid Traffic   เนื่องจากการเข้าชมเว็บไซต์แบบออแกนิค Traffic นั้นไม่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และกดเข้ามารับชมเว็บไซต์ […]

Reading Time: 2 minutes

COTACTIC