December 2, 2022

ตีแตก! กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพิ่มยอดขายแบบเห็นผลเร็ว

Reading Time: 3 minutes

ใคร ๆ ก็อยากลองขายของออนไลน์ ตลาด E-commerce ทุกวันนี้จึงแทบจะมีแต่คนขาย ส่งผลให้บรรยากาศการแข่งขันระหว่างธุรกิจต่าง ๆ ร้อนแรงยิ่งขึ้น อาวุธชิ้นเดียวที่จะช่วยให้คุณเอาชนะธุรกิจคู่แข่งได้ คือการวาง กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ที่เฉียบขาด มั่นใจ ภายใต้การศึกษาข้อมูลลูกค้ามาเป็นอย่างดี และในบทความนี้ Cotactic ขอแชร์เทคนิคการวางกลยุทธ์สำหรับธุรกิจออนไลน์ เพื่อพาคุณไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วทันใจ

 

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ คือ 

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์คืออะไร?

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ คือ การวางแผนเพื่อทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ อาทิ Website, Facebook, Instagram, Youtube หรือ แอปพลิเคชันสั่งซื้อสินค้า เป็นต้น โดยรวมแล้วคือการทำ Marketing ผ่านการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตทั้งหมด

Online Marketing แตกต่างกับ Digital Marketing อย่างไร?

เมื่อเอ่ยถึง “การตลาดออนไลน์” คุณอาจนึกถึงศัพท์สองคำที่ค่อนข้างคุ้นหู คือ Online Marketing และ Digital Marketing สงสัยหรือไม่ว่าสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร?

คำตอบคือ Online Marketing ใช้อ้างถึงเฉพาะการตลาดบนช่องทางออนไลน์ (ช่องทางที่เข้าถึงได้บนอินเทอร์เน็ต) ในขณะที่ Digital Marketing จะใช้อ้างถึงการตลาดบนระบบดิจิทัล ซึ่งรวมทั้งการตลาดบนช่องทางออนไลน์ และการตลาดที่ต้องใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น การป้ายโฆษณาดิจิทัล (Digital OOH Advertising) การเปิด Podcast หรือการจัดทำ E-books เป็นต้น

นิยามข้างต้นแสดงให้เห็นว่า Online Marketing ก็คือ Subset ของ Digital Marketing ดังนั้น จึงอาจมีเนื้อหาบางส่วนที่ทับซ้อนกัน และอาจนำกลยุทธ์ต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกันได้นั่นเอง

 

ช่องทางวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์วางผ่านช่องทางใดได้บ้าง?

ปัจจุบันช่องทางที่รองรับการตลาดออนไลน์มีมากมาย แต่โดยทั่วไปจะนิยมใช้ 3 ช่องทางหลัก ๆ ดังนี้

1. Search Engine Marketing

การทำการตลาดออนไลน์โดยอาศัยการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ SEO และ SEM

  • SEO (Search Engine Optimization)

การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานของ Search Engine นั้น ๆ โดยการสร้างคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับประเภทเว็บไซต์ ควบคู่กับการปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น Title, Meta Description, Keywords, Alt Text รวมถึงการปรับดีไซน์หน้าเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน เป็นต้น

  • SEM (Search Engine Marketing)

SEM หรือที่เรียกอีกอย่างว่า PPC (Pay Per Click) คือการซื้อโฆษณาบน Search Engine โดยชำระค่าบริการตามจำนวนครั้งที่มีคนคลิกชม ตัวอย่างเช่น Banner โฆษณาบนหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือเว็บไซต์ที่จะปรากฏในผลการค้นหาเป็นลำดับแรก ๆ โดยมีไอคอน Ad กำกับ อย่างไรก็ดี การทำ SEM จะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่า SEO แต่ต้องใช้งบประมาณมากกว่า

2. Social Media Marketing

การทำการตลาดโดยอาศัย Social Media ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter, Tiktok, Youtube ฯลฯ ซึ่งมักจะมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งบทความและภาพประกอบ วิดีโอขนาดสั้น วิดีโอขนาดยาว ตลอดจนการจัด Streaming Live และการ Create Stories สั้น ๆ รายวัน ข้อดีของการทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ คือการเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้สื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภค และสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้มากขึ้นกว่าเดิม

3. Email Marketing

การส่งบัตรเชิญ โปรโมชันประจำเดือน หรือข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ให้กับว่าที่ลูกค้าหรือลูกค้าเก่าผ่านทางอีเมล ซึ่งข้อดีของการทำการตลาดผ่านช่องทางนี้ คือความรวดเร็วในการรับ – ส่งข้อมูล และการเลือกส่งสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างจำเพาะเจาะจง อย่างไรก็ดี แบรนด์สามารถสร้าง Formal Email ขึ้นมาเพียงฉบับเดียวแล้วส่งให้กับผู้รับหลักร้อยคนภายในครั้งเดียว หรือสร้าง Personalized Email เพื่อส่งแยกเฉพาะบุคคลได้ตามความเหมาะสม

 

ข้อผิดพลาดเมื่อต้องวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

 

4 ข้อที่เจ้าของธุรกิจมักทำพลาด เมื่อต้องวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่า กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ คือสิ่งที่สำคัญมากแค่ไหน เราขอยกตัวอย่าง 4 ข้อผิดพลาดยอดฮิตที่เจ้าของธุรกิจมักมองข้าม เมื่อเริ่มเข้าสู่โลกของ Online Marketing

1. โปรโมทกว้าง ๆ ไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

เมื่อเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ เจ้าของธุรกิจส่วนมากมักเน้นทำการตลาดเพื่อคนหมู่มากโดยไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น หากคุณทำธุรกิจเครื่องสำอางเกาหลีสำหรับวัยรุ่น แต่เลือกที่จะโปรโมทกว้าง ๆ หลายช่องทาง โดยไม่ได้เจาะจงลูกค้าเฉพาะกลุ่ม คุณจะต้องใช้เงินลงทุนไปกับการโปรโมทจำนวนมาก แต่จะมีโอกาสปิดการขายกับลูกค้าจริง ๆ เพียงไม่กี่คน ดังนั้น เพื่อการบริหารจัดการงบประมาณที่เหมาะสม เราขอแนะนำให้คุณใช้เทคนิค STP Marketing ในการวิเคราะห์หาลูกค้าตัวจริงอย่างแม่นยำ  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ (แนบลิงก์: STP คืออะไร? วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้แม่นยำด้วย STP Marketing)

2. เน้นโพสต์ขายสินค้าอย่างเดียว

เนื่องจากคอนเทนต์ให้ความรู้ (Knowledge Content) มีรายละเอียดค่อนข้างมาก และต้องใช้เวลาสร้างสรรค์นาน เจ้าของธุรกิจบางท่านจึงให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ขายสินค้า (Hard Sell Content) ที่เน้นระบุเพียงคุณสมบัติของสินค้าและราคา มากกว่า แต่รู้หรือไม่? ข้อดีของคอนเทนต์ให้ความรู้ไม่ใช่แค่การกอบโกย Engagement อย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ และทำให้คนเชื่อมั่นว่าแบรนด์ของคุณเชี่ยวชาญในตัวสินค้าชนิดนั้นอย่างแท้จริงอีกด้วย

3. สนใจแต่ยอดไลก์ ยอดแชร์

แม้หนึ่งในจุดประสงค์ของการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ คือการเพิ่มยอด Engagement ให้กับช่องทางออนไลน์ แต่ในทางปฏิบัติจริง ยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือแม้แต่จำนวนคอมเมนต์ไม่สามารถวัดผลความสำเร็จได้ทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่คุณสามารถนำมาวัดผลได้ อาทิ จำนวนลูกค้าที่ทัก Inbox เข้ามาทางเพจ กระแสตอบรับของลูกค้าบนโลกออนไลน์ หรือแม้แต่จำนวนลูกค้าที่สามารถปิดการขายได้ในแต่ละไตรมาส เป็นต้น

4. ลืมให้ความสำคัญกับเว็บไซต์

เป็นความจริงที่การโปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์เห็นผลเร็วและเข้าถึงคนได้ค่อนข้างง่าย แต่หากคุณอยากประสบความสำเร็จในระยะยาว และทำให้ลูกค้ามองคุณเป็น Professional Business มากขึ้น อย่าลืมให้ความสำคัญกับการตลาดบนเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์เปรียบเสมือน “หน้าบ้าน” ของทุกธุรกิจ เมื่อลูกค้าต้องการทำความรู้จักกับธุรกิจของคุณ พวกเขามักจะ Search หาเว็บไซต์ และค้นคว้าข้อมูลที่จำเป็นจากช่องทางนั้น

 

เทคนิคการวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

แชร์เทคนิคการตลาดออนไลน์ เพิ่มยอดขายแบบเห็นผลเร็ว

หัวข้อสุดท้าย Cotactic ขอแชร์ 5 กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ที่จะช่วยให้คุณปิดการขายได้ทะลุเป้า ลองศึกษาแต่ละเทคนิคก่อนนำไปปรับใช้ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายรวดเร็วยิ่งขึ้น!

1. Influencer ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ปัจจุบันการโปรโมทผ่าน Influencer ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพคู่กับสินค้าเท่านั้น แต่มักอยู่ในรูปแบบของคอนเทนต์วิดีโอหรือบทความรีวิวที่น่าสนใจ อีกทั้ง Influencer จะมีฐานผู้ติดตาม (Followers) ที่สนใจในคอนเทนต์ประเภทนั้น ๆ อยู่แล้ว คุณจึงมั่นใจได้ว่า สินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเลือก Influencer ควรเลือกให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อส่งสารไปให้ถึงลูกค้าในอนาคตได้มากที่สุด

2. พยายามสื่อสารกับลูกค้าเป็นประจำ

ไม่เพียงแค่การตอบข้อความใน Inbox เป็นประจำเท่านั้น แต่การสื่อสารกับลูกค้าแบบ Active ยังทำได้อีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดต Stories บน Social Media การสร้างโพลล์ตอบคำถาม หรือการทำคอนเทนต์เพื่อเชิญชวนคนมาแสดงความคิดเห็น การทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยให้แบรนด์ได้ใกล้ชิดกับลูกค้าแล้ว ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจในความเอาใจใส่ของแบรนด์อีกด้วย

3. ลองใช้ Real-time Marketing

เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ดูจับต้องได้ เข้าถึงง่าย มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด การใช้ Real-time Marketing คืออีกหนึ่งแนวทางที่สนใจ ปัจจุบันคุณจะเห็นได้ว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ที่เป็นรู้จักในระดับประเทศ เริ่มทำคอนเทนต์ Real-time เพื่อเพิ่มยอด Engagement และเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ติดตามกันมากขึ้น อย่างไรก็ดี มีข้อควรระวังเล็กน้อยสำหรับคอนเทนต์ประเภทนี้ คือควรระวังคำต้องห้าม และประเด็นอ่อนไหวต่าง ๆ เช่น ศาสนา การเมือง สีผิว ความเชื่อ ฯลฯ เพราะอาจกลายเป็นตัวจุดประกายความเกลียดชัง และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์แบรนด์

4. เปิดใจให้ Affiliate Marketing

Affiliate Marketing คือ การตลาดที่แบรนด์ไว้ใจให้บุคคลช่วยหาลูกค้า เพื่อแลกกับค่า Commission ตอบแทน โดยหัวใจสำคัญของเทคนิคนี้ คือการคลิกลิงก์เพื่อสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์ ปัจจุบัน Affiliate Marketing พบได้เป็นประจำในโพสต์รีวิวสินค้าบน Twitter หรือ Facebook ที่จะเกริ่นนำด้วยการแนะนำข้อดี – ข้อจำกัดของสินค้า พร้อมแนบลิงก์สำหรับสั่งซื้อไว้ในช่องคอมเมนต์ แม้ปัจจุบันคนจำนวนมากจะเริ่มรู้จักกับ Affiliate Marketing แล้ว แต่วิธีนี้กลับยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าแบรนด์จะยังโปรโมทโดยใช้วิธีนี้กันต่อไป

5. วางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ควบคู่กับการตลาดออฟไลน์

เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างยอดขาย ลองโปรโมทสินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์ เช่น Print Ads (ปิดประกาศตามพื้นที่ต่าง ๆ), Spot วิทยุ หรือ TVC ควบคู่ไปกับการโปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะแม้ว่าการตลาดแบบออฟไลน์จะเป็นวิธีการแบบเก่า แต่ก็เป็นการตลาดที่แข็งแกร่งและจับต้องได้จริงมากกว่านั่นเอง

 

การวางกลยุทธ์การตลาดที่มีคุณภาพมักใช้เวลานาน และจำเป็นต้องอาศัยการลองผิดลองถูก ดังนั้น คุณจึงควรมีกระบวนการวัดผลที่แน่นอน ตลอดจนบันทึกกรณีศึกษาที่มีโอกาสได้พบเจอระหว่างทาง เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาสุดยอดกลยุทธ์ให้ดีขึ้นต่อไป


หากคุณต้องการที่ปรึกษา หรือทีมงานมืออาชีพด้านการทำ Online Marketing มาช่วยจัดการแก้ไขปัญหาและวางรากฐานให้ธุรกิจ ติดต่อ Cotactic เลยวันนี้

Reading Time: 3 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

 

โทร.065-095-9544

Inbox: m.me/cotactic  

Line: @cotactic

——————————————————————–

ขอบคุณข้อมูลจาก:

 

Facebook Comment
บทความที่เกี่ยวข้อง

SEM คืออะไร มีกี่ประเภท สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ภายใน 5 นาที

Reading Time: 5 minutes หลายครั้งที่คุณค้นหาข้อมูลบน Google คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์ที่ปรากฏเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google Search จะมีคำว่า Ad ตัวเล็ก ๆ กำกับอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์เสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำการตลาดแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย Search เจอเว็บไซต์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ๆ แท้จริงแล้วการทำ SEM คืออะไร? หากต้องการจะทดลองทำต้องเริ่มต้นจากอะไร มาเรียนรู้ไปด้วยกันในบทความนี้! SEM คืออะไร? Search Engine Marketing หรือ SEM คือ การทำการตลาดบน Search Engine เช่น Baidu, Bing, Yahoo รวมถึง Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง Google ซึ่งการตลาดในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการกำหนด Keyword ขึ้น ก่อนดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ […]

Google Trends คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการทำ SEO

Reading Time: 2 minutes อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาภายในของตัวเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง Google ได้กำหนดไว้ เช่น ปรับแต่งตัวเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, ใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปในเนื้อหา หรือจัดเรียงหัวข้อและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้ Google เลือกแสดงเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา เพราะอัลกอริทึ่มจะมองว่าเว็บไซต์ของเราว่ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานนั่นเอง โดยการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันนั้น อาจต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือตัวช่วยดี ๆ เพื่อที่จะทำให้การทำงานของเราสะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปรู้จักกับ Google Trend เครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้การทำ SEO เป็นไปได้อย่างราบรื่น และต่อยอดการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยมันจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากน้อยขนาดไหน เราไปดูกันเลยครับ Google Trends คืออะไร Google Trends คือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มหรือพฤติกรรมการค้นหา Keyword ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน โดยนำปริมาณการค้นหา Keyword […]

ทำ SEO ช่วยเพิ่ม Organic Traffic อย่างมีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์ไม่ตกอันดับ

Reading Time: 2 minutes หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยสำหรับคนทำเว็บไซต์ก็คือ จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มีจำนวนไม่มาก หรือมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์น้อยเกินไป ทำให้อันดับของเว็บไซต์ลดลง เว็บไซต์ไม่ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine ซึ่งการทำ SEO เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มยอด Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แถมยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นยังเป็นยอดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการติดอันดับของเว็บไซต์ ในวันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกันว่า ว่าออแกนิคTraffic คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง แล้วการทำ SEO จะสามารถช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ของเราได้มากน้อยขนาดไหน มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย    ทำความรู้จัก Organic Traffic คืออะไร  คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เข้ามาชมเว็บไซต์อย่างธรรมชาติ โดยจะเข้าชมผ่านการใช้ Keyword ในการค้นหาบนหน้า Search Engine หรือ Google นั่นเอง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะมีความแตกต่างจากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการยิง Ads โฆษณา หรือ Paid Traffic   เนื่องจากการเข้าชมเว็บไซต์แบบออแกนิค Traffic นั้นไม่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และกดเข้ามารับชมเว็บไซต์ […]

Reading Time: 2 minutes

COTACTIC