November 24, 2021

Word of mouth Marketing กลยุทธ์แก่แต่เก๋า ช่วยนักธุรกิจหาลูกค้าใหม่

Reading Time: 3 minutes

เคยไหมครับตอนเด็ก ๆ หลังจากไปเที่ยว พอกลับบ้านคุณพ่อ คุณแม่ก็มักจะนำของฝากประจำจังหวัดติดไม้ติดมือมาฝากเพื่อนบ้านหรือญาติผู้ใหญ่เสมอ และในบทสนทนาที่พูดถึงของฝากเหล่านั้นก็มักจะมีประโยคทำนอง “….. เป็นของฝากขึ้นชื่อจากจังหวัด…. ครับ / ค่ะ เห็นบ่น ๆ อยากกินเลยซื้อมาฝาก” อะไรทำนองนี้เป็นต้น แต่รู้ไหมครับ? ประโยคติดปากเหล่านี้แหละคือผลพลอยได้จากการทำการตลาดแบบปากต่อปาก ที่แทบไม่ต้องลงทุนลงแรงไปกับค่าโฆษณาเลยเพียงแค่ให้ลูกค้าเป็นคนกระจายข่าวไปเสียเอง 

ผมเคยเล่าเรื่องกลยุทธ์ตัวนี้ไปแล้วในบทความก่อน ๆ ในหัวข้อ 7 วิธีหาลูกค้าใหม่ เพิ่มฐานลูกค้าให้ธุรกิจของคุณ ถ้าอยากรู้ว่ากลยุทธ์แบบนี้เริ่มต้นยังไง เรามาเริ่มจากประวัติก่อนเลย


Reading Time: 3 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

ประวัติ WOM Marketing หรือ การตลาดแบบบอกต่อ

เรื่องราวที่มาที่ไปของการตลาดแบบนี้อาจจะงง ๆ สักหน่อย เพราะเรื่องนี้มาจากความบังเอิญล้วน ๆ 

WOM Marketing

ย้อนกลับไปต้นปียุค 1970 นักจิตวิทยา จอร์จ ซิลเวอร์แมน ได้ก่อตั้งกลุ่มที่เรียกว่า “Teleconferenced peer influence groups” กลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้แพทย์ได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับการออกผลิตภัณฑ์ยาตัวใหม่ ขณะที่กลุ่มนี้ดำเนินการปรึกษาหารือกันในเรื่องของตัวยา ซิลเวอร์แมนกลับจับสังเกตเหตุการณ์ผิดปกติบางอย่างจากรายงานที่เข้ามา เพราะในรายงานได้กล่าวว่าความคิดเห็นของคนที่มีความเคลือบแคลงใจต่อตัวยาอยู่ในระดับที่ ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปในทิศทางบวกมากขึ้น ด้วยความสงสัยของเขาเอง ซิลเวอร์แมนจึงได้เริ่มต้นค้นหาต้นตอของเหตุการณ์นี้ และในที่สุดเขาก็ได้พบว่า ในกลุ่มคนที่เคยประสบเหตุการณ์อันเลวร้ายจากการใช้ยามาก่อน ขอเพียงแค่มีหมอ 1 – 2 คนที่มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในด้านดีกับยาตัวนั้นมาก่อนคอยให้คำแนะนำ ผลลัพธ์จะทำให้คนกลุ่มนี้ยินยอมที่จะกลับมาใช้ยาตัวเดิมมากขึ้น

จากหนังสือ The Anatomy of Buzz ของเอ็มมานูเอล โรเซ่น ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า การเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นสามารถลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการใช้สินค้าใหม่ได้ กล่าวคือเมื่อมีคนมารีวิวแบบเจาะลึกให้ฟัง กลุ่มผู้ฟังจะมีแนวโน้มที่อยากซื้อสินค้าตาม แม้ว่าสินค้านั้นจะมีทั้งข้อดีและข้อเสียก็ตาม

ภายหลังยุค 80 และ 90 หลาย ๆ บริษัทเริ่มค้นพบว่ากลยุทธ์แบบบอกต่อจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดต่อเมื่อให้แพทย์เป็นผู้รีวิวตัวสินค้านั้นด้วยตัวเอง (ถ้าสังเกตดี ๆ แม้จะอยู่ในปี 2021 เราก็ยังคงมีภาพจำที่โฆษณาหลาย ๆ ตัวยังใช้ภาพของคุณหมอ / ผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันผลการใช้สินค้าของบริษัทตัวเองอยู่เลย)

แต่ในโลกแห่งความจริงไม่ใช่ว่าการตลาดแบบบอกต่อจะเกิดขึ้นทันทีเลยตั้งแต่ปี 1970 ความจริงคือการตลาดแบบนี้มีมานานมาก ๆ แล้ว ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์รู้จักการทำฟาร์ม การทำปศุสัตว์หรือการค้าขายยุคแรก ๆ ผู้คนต่างสัญจรไปมาเมืองแล้วเมืองเล่า พ่อค้าแม่ขายตะโกนโหวกเหวกหวังให้มีคนมาซื้อสินค้าของพวกเขาก่อนที่พระอาทิตย์จะลาลับไป ลูกค้าคนไหนที่ซื้อกลับไป เมื่อเห็นผลดีบ้างก็นำไปบอกต่อเพื่อนบ้านหรือคนสนิทให้ไปอุดหนุน หรือถ้าได้ของหรือบริการที่ไม่ดีก็มักให้คนอื่นเลี่ยงได้เลี่ยง เป็นแบบนี้มาหลายร้อยหลายพันปี นานเนิ่นนานจวบจนปัจจุบัน ผสมผสานเข้าไปในวิถีชีวิตผู้คนอย่างแนบเนียน จนกระทั่งหมอซิลเวอร์แมนมาค้นพบวิธีนี้เข้าโดยบังเอิญจนเกิดเป็นการตลาดแบบบอกต่อขึ้นในที่สุด

อย่างไรก็ตามการตลาดแบบบอกต่อยังถูกแบ่งออกเป็นกลยุทธ์ได้อีก 2 วิธีซึ่งมีความคล้ายคลึงกันสูงมาก แต่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย นั่นก็คือการทำการตลาดแบบบอกต่อ (Word of mouth marketing) และการตลาดบอกต่อแบบออร์แกนิก (Organic word of mouth)

 

ความแตกต่างระหว่าง WOM Marketing กับ WOM

อย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้นว่าคอนเซปต์ของทั้ง 2 อย่างไม่แตกต่างกันเลย ยกเว้นแต่ส่วนที่แตกต่างเพียงเล็กน้อยก็คือ “แหล่งที่มา”

WOM Marketing มาจากการวางกลยุทธ์อย่างแยบคายของบริษัทเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดการขายโดยเฉพาะ ในขณะที่ WOM แบบออร์แกนิก คือสิ่งที่เกิดจากการรีวิวของลูกค้าเองโดยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้และอยู่นอกเหนือการวางแผนทั้งหมด ซึ่งวิธีนี้มักจะได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ใครชอบก็มักชม ใครไม่ชอบก็ตำหนิ แต่ทว่าวิธีการนี้ต่อให้จะได้ทั้งความเห็นทั้งเชิงลบหรือเชิงบวกก็มักทำให้ธุรกิจของคุณค้นหาลูกค้าใหม่ได้ง่ายขึ้นเหมือนเดิมอยู่ดี เพราะการที่ลูกค้าคนอื่นได้รับรู้ข้อดี-ข้อเสียในคราวเดียวจะช่วยประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพิ่มค่า Royalty ให้กับแบรนด์ได้ หรือต่อให้สินค้า / บริการมีตำหนิลูกค้าก็สามารถเข้าใจได้ เพราะมีรีวิวจากลูกค้าท่านอื่นบอกไว้ก่อนแล้วนั่นเอง


Reading Time: 3 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

หลักการทำงานของ WOM Marketing

influencer

ต้องทำความเข้าใจสักเล็กน้อยว่าการทำการตลาดแบบบอกต่อถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล เมื่อเทียบกับการทำการตลาดแบบอื่น ๆ แล้ว การตลาดแบบบอกต่อคือสิ่งที่ผู้บริโภคบางคนยินยอมที่จะโปรโมตแบรนด์ สินค้า บริการ หรืองานอีเวนต์ต่าง ๆ เพียงเพราะพวกเขาเชื่อมั่นและหลงใหลในสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ

สืบเนื่องจากในธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเราสนิทกับใครมาก ๆ ก็มักจะติดต่อหากันเป็นเรื่องปกติ นี่คือกระบวนการพื้นฐานของการสื่อสารในชีวิตประจำวัน จากผลการวิจัยบอกว่าการทำการตลาดแบบบอกต่อถูกมองว่าสามารถเพิ่มค่าความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้มากกว่าการทำการตลาดแบบดั้งเดิมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องราวเชิงบวก ปราศจากอคติจากเพื่อนหรือ Influencers ที่ชื่นชอบก็มักจะมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะซื้อสินค้า / บริการเหล่านั้น

เมื่อนักการตลาดทั้งหลายเข้าใจความคิดลักษณะนี้ของผู้บริโภคแล้ว แทนที่จะทำโฆษณาแบบเดิม ๆ ลองเปลี่ยนมาเป็นเพิ่มขั้นตอนที่สนับสนุนผู้บริโภคให้มีความรู้สึกร่วมเชิงบวกต่อแบรนด์ของเราจะดีกว่า

 

4 ขั้นตอนสร้างแบรนด์คุณให้กลายเป็นที่บอกต่อ

 

  • กำหนดกลุ่มเป้าหมาย และเลือกผู้ที่จะส่งสารออกไปให้

ยกตัวอย่าง หากอยากขายสินค้าเกี่ยวกับแม่และเด็กควรหา Influencers ดารา หรือ KOL ที่อยู่ในกลุ่มแม่และเด็กและมีลูกแล้วแบบนี้เป็นต้น ยิ่งคนติดตามมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจะสร้าง Reach และ Impression ได้สูงมากตาม สามารถส่งสารที่ต้องการสื่อได้ถูกจุด ทั้งนี้กลุ่มที่จะมาเป็นผู้บอกต่อได้จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่มด้วยกันครับ

 

  • ผู้ส่งสารภายนอก / ผู้บริโภคด้วยกันเอง (Influencers)

วิธีแบบนี้เพื่อไม่ให้ยอดผู้ติดตามลดลงเพราะดูจะเป็นการขายมากเกินไป จะเหมาะกับการสร้าง Brand Awareness ที่สุด คือไม่เน้นขาย เน้นสร้างสายสัมพันธ์เอาไว้ เมื่อลูกค้ารู้สึกดีกับแบรนด์ของเราในระดับหนึ่ง พวกเขาก็มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าจากเรามากขึ้น ทีนี้ก็คือหน้าที่ของนักการตลาดที่จะออกโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม หรืออะไรก็ตามที่สามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่เหล่านี้เข้ามาได้มากขึ้น

influencer

  • ผู้ส่งสารภายใน

คือบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเรา มีส่วนร่วมในการดำเนินงานของแบรนด์ นั่นก็คือกลุ่มพนักงานขาย หรือพนักงานระดับปฏิบัติการที่ดูหน้าร้าน เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ต้องเจอลูกค้าและอยู่กับสินค้าเป็นเวลานาน การที่ให้พวกเขาทดลองใช้สินค้า / บริการ เพื่อให้เกิดความเห็นส่วนตัว จนสามารถนำไปรีวิวให้ลูกค้าฟังได้ในภายหลัง (หากเป็นพนักงานขายแต่ไม่เคยได้ทดลองใช้สินค้าของตัวเอง ไม่สามารถรีวิวให้ลูกค้าฟังได้ ก็คงรู้สึกแปลก ๆ ไม่ใช่น้อย) ดังนั้นการเทรนด์งานหรือจัดอบรมจะช่วยให้ลักษณะการขายเป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกด้วย

Salesman

  • ต้องมีสิ่งที่อยากบอกต่อและเข้าถึงคนหมู่มากได้

emotional content

สิ่งที่สามารถเข้าถึงคนหมู่มากได้ ไม่ได้จำกัดแค่เพียงตัวสินค้าที่ใช้กันในทุก ๆ วัน แต่ยังหมายถึงการสื่ออารมณ์หรือประสบการณ์ที่มีร่วมกับผู้บริโภคได้ เคยดูโฆษณาของไทยประกันชีวิตไหมครับ ที่ได้รับรางวัลระดับโลกไปในปี 2014 กับชื่อโฆษณา “Unsung Hero” ที่เล่าเรื่องมนุษย์เงินเดือนที่ยินดีจะช่วยเหลือผู้คนแม้ตัวเองแทบจะไม่ได้อะไรตอบแทนเลยด้วยซ้ำ Mood & Tone ของโฆษณาชุดนี้นำ ประสบการณ์ และ ความรู้สึก ของชาวมนุษย์เงินเดือนมาเล่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

สารที่ต้องการสื่อจะต้องเป็นไปในทิศทางบวก เข้าใจง่าย เพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับแบรนด์ จนสามารถสร้างฐานลูกค้าและนำไปบอกต่อคนอื่น ๆ ได้

 

  • หาช่องทางการส่งสารและทำให้ผู้บริโภคพูดถึงแบรนด์ในแง่บวก

social media channel

สมัยนี้การสื่อสารสะดวกขึ้นมาก แทบทุกบ้านมีอินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนใช้งาน เข้าถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ทุกที่ สามารถสื่อสารออกไปได้อย่างถูกกลุ่ม ถ้าทำการตลาดดีมีผู้คนสนใจเยอะก็จะเกิดการบอกต่อในตัวมันเอง ดังนั้นส่วนสำคัญที่สุดในการทำการตลาดแบบนี้คือการ รักษาฐานลูกค้าเก่า เอาไว้ให้ได้ เพราะการหาลูกค้าใหม่ใช้ต้นทุนแพงกว่าการขายให้ลูกค้าเก่าถึง 7 เท่า ผลการวิจัยจาก LinkedIn ระบุว่า การทำให้ลูกค้าเก่าหันกลับมาซื้อซ้ำเพียง 5 % สามารถสร้างผลกำไรให้บริษัทได้ถึง 75% ของรายได้ 

และหากคาดคะเนผลกำไรในอนาคตเป็นไปได้ว่า ลูกค้าเก่ากว่า 20% อาจสร้างผลกำไรให้แบรนด์ได้สูงถึง 80% เลยทีเดียว! ฉะนั้นแล้วหากแบรนด์เราดูแลลูกค้าดี ไม่บกพร่อง สินค้าเติมไม่ขาด ปรับตัวตลอดเวลา ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าแบรนด์นี้ไม่ทอดทิ้งพวกเขาแน่นอน สรุปก็คือ ลูกค้าเก่าคือกลุ่มบุคคลที่สามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้มากกว่าการหาลูกค้าใหม่หลายเท่าตัว ฉะนั้นแล้วคำกล่าวที่ว่า “รักษาฐานลูกค้าให้ดีที่สุด” จึงไม่เกินเลยไปแม้แต่นิดเดียว


Reading Time: 3 minutes

ให้ COTACTIC ดูแลธุรกิจของคุณ

เหมือนทีมการตลาดส่วนตัว

 

  • มีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ลูกค้าร่วมแสดงความคิดเห็น

commentation

เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อสงสัยจากลูกค้าสิ่งที่คุณควรทำเลยคือรับฟังพวกเขาให้เร็วที่สุดแม้ข้อตำหนิเหล่านั้นจะเป็นความจริงและร้ายแรงมากแค่ไหนก็ตาม เพราะการตลาดเช่นนี้ก็ถือเป็นงานลูกค้าสัมพันธ์เช่นเดียวกัน การสนทนาให้ลูกค้าบอกปัญหาที่เกิดขึ้นและทางแบรนด์รับทราบจะทำให้เกิดการปรับปรุงและต่อยอดการพัฒนาต่อไปได้

ภายหลังลูกค้าซื้อสินค้า / บริการไปแล้วควรเริ่มทำบริการหลังการขายในช่วง 2 – 3 เดือนสุดท้ายก่อนประกันจะหมด (กรณีสินค้าอุปโภค) หรือเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามารีวิวสินค้าในหน้าเพจหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ (กรณีสินค้าบริโภค) เพราะในตอนจบลูกค้าจะรู้สึกถึงความใส่ใจในการบริการจากเราและกลายมาเป็นผู้ส่งสารคนต่อไปให้กับแบรนด์ในอนาคต

 

หลักสำคัญข้อสุดท้ายก่อนจากกันไปก็คือการทำการตลาดแบบบอกต่อควรมีปริมาณข่าวด้านดีให้มากกว่าด้านลบ หรือต่อให้มีด้านลบก็ควรเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่าที่ทุกคนจะมองข้ามได้ แต่ก็ไม่ควรเยอะจนลูกค้ารู้สึกแปลกใจ ฉะนั้นแล้วการตลาดแบบบอกต่อ หรือ Word of mouth Marketing คือการตลาดที่ใช้งบน้อยที่สุดหรืออาจไม่ใช้เลย แต่กลับใช้เวลาในการทำนานเพื่อซื้อใจผู้บริโภคได้ หากแบรนด์ไหนทำสำเร็จ ก็ยินดีด้วยครับ คุณมีโล่ชั้นดีแล้ว

 

——————————————————————–

 

ร่วมงานกับทีม Cotactic Media หนึ่งใน บริษัทโฆษณาออนไลน์ ชั้นนำของเมืองไทย ที่จะช่วยให้คุณตอบโจทย์การหาลูกค้าให้คุณได้ตามเป้าหมายแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้านำรีวิวไปบอกต่อ เพิ่มฐานลูกค้าและช่วย หาลูกค้าให้ธุรกิจของคุณอย่างเหนียวแน่น ได้ก่อนใคร ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกับทีม Cotactic เพื่อให้เราเป็น Collaborative Marketing Partner ทำงานเป็นทีมร่วมกันกับคุณ

 

——————————————————————–

 

ติดต่อ

โทร.065-095-9544

Inbox: https://m.me/cotactic

Line@: https://line.me/R/ti/p/@cotactic

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา :

https://www.thefreelibrary.com/The%20history%20of%20word%20of%20mouth%20marketing.-a0134908667 

https://www.extole.com/blog/a-to-z-wom-part-1-a-brief-history-of-word-of-mouth-marketing/ 

https://www.herosmyth.com/article/evolution-word-mouth-marketing-and-why-your-business-needs-it#womm%20definitions%20through%20time 

https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/word-of-mouth-marketing/

https://www.prosoft.co.th/Article/Detail/107977 

 

Facebook Comment
บทความที่เกี่ยวข้อง

SEM คืออะไร มีกี่ประเภท สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ภายใน 5 นาที

Reading Time: 5 minutes หลายครั้งที่คุณค้นหาข้อมูลบน Google คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์ที่ปรากฏเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google Search จะมีคำว่า Ad ตัวเล็ก ๆ กำกับอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์เสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำการตลาดแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย Search เจอเว็บไซต์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ๆ แท้จริงแล้วการทำ SEM คืออะไร? หากต้องการจะทดลองทำต้องเริ่มต้นจากอะไร มาเรียนรู้ไปด้วยกันในบทความนี้! SEM คืออะไร? Search Engine Marketing หรือ SEM คือ การทำการตลาดบน Search Engine เช่น Baidu, Bing, Yahoo รวมถึง Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง Google ซึ่งการตลาดในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการกำหนด Keyword ขึ้น ก่อนดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ […]

Google Trends คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการทำ SEO

Reading Time: 2 minutes อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาภายในของตัวเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง Google ได้กำหนดไว้ เช่น ปรับแต่งตัวเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, ใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปในเนื้อหา หรือจัดเรียงหัวข้อและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้ Google เลือกแสดงเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา เพราะอัลกอริทึ่มจะมองว่าเว็บไซต์ของเราว่ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานนั่นเอง โดยการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันนั้น อาจต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือตัวช่วยดี ๆ เพื่อที่จะทำให้การทำงานของเราสะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปรู้จักกับ Google Trend เครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้การทำ SEO เป็นไปได้อย่างราบรื่น และต่อยอดการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยมันจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากน้อยขนาดไหน เราไปดูกันเลยครับ Google Trends คืออะไร Google Trends คือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มหรือพฤติกรรมการค้นหา Keyword ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน โดยนำปริมาณการค้นหา Keyword […]

ทำ SEO ช่วยเพิ่ม Organic Traffic อย่างมีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์ไม่ตกอันดับ

Reading Time: 2 minutes หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยสำหรับคนทำเว็บไซต์ก็คือ จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มีจำนวนไม่มาก หรือมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์น้อยเกินไป ทำให้อันดับของเว็บไซต์ลดลง เว็บไซต์ไม่ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine ซึ่งการทำ SEO เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มยอด Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แถมยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นยังเป็นยอดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการติดอันดับของเว็บไซต์ ในวันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกันว่า ว่าออแกนิคTraffic คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง แล้วการทำ SEO จะสามารถช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ของเราได้มากน้อยขนาดไหน มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย    ทำความรู้จัก Organic Traffic คืออะไร  คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เข้ามาชมเว็บไซต์อย่างธรรมชาติ โดยจะเข้าชมผ่านการใช้ Keyword ในการค้นหาบนหน้า Search Engine หรือ Google นั่นเอง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะมีความแตกต่างจากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการยิง Ads โฆษณา หรือ Paid Traffic   เนื่องจากการเข้าชมเว็บไซต์แบบออแกนิค Traffic นั้นไม่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และกดเข้ามารับชมเว็บไซต์ […]

Reading Time: 2 minutes

COTACTIC