March 4, 2022

รวมมิตร 20 เคล็ดลับหาลูกค้าใหม่ง่าย ๆ ที่คุณอาจมองข้ามไป

การ หาลูกค้า ใหม่ที่มีคุณภาพคือเป้าหมายธุรกิจในทุก ๆ องค์กร เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกธุรกิจต่างก็อยากได้ยอดขายกันทั้งนั้น ยิ่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำกำไรมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นทุกแบรนด์จึงสรรหาทุกวิธี งัดทุกกลยุทธ์การตลาดที่จะคิดออกเพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้ายอมจ่ายเพื่อซื้อสินค้า/ใช้บริการของแบรนด์คุณมากขึ้นอย่างเต็มใจ

ดังนั้นในบทความนี้ Cotactic ขอนำเสนอ รวมมิตร 20 เคล็ดลับหาลูกค้าใหม่ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ ที่เจ้าของธุรกิจนำไปปรับใช้ได้ง่าย ๆ เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก

ยาวไปไหม เลือกอ่าน

  1. หาลูกค้าใหม่จากฐานลูกค้าเก่า จากการวาง Buyer Personas
  2. Retargeting ดึงลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ
  3. Word of Mouth Marketing เมื่อการเม้าท์มอยคือความแข็งแกร่งของการตลาด
  4. ทำ CSR (Corporate Social Responsibility) เมื่อสังคมรอบข้างดี แบรนด์คุณก็ดีขึ้น
  5. อบรมและพัฒนาศักยภาพของพนักงานอยู่ตลอดเวลา
  6. เลือกใช้โปรโมชั่นที่เหมาะกับชีวิตลูกค้า
  7. Collaboration กับธุรกิจอื่น หาลูกค้าใหม่เพิ่มทั้งสองฝ่าย
  8. ออกแบบสื่อออนไลน์ให้เข้าถึงทุกคนมากขึ้น
  9. โชว์ตัว ออกอีเวนต์ งานสัมมนาต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักในสื่อสาธารณะ
  10. รับฟังปัญหาลูกค้า เข้าถึงและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด
  11. “ฟรี” คำสั้น ๆ แต่สะเทือนทั้งโลก
  12. เทคนิคโทรเสนอขายแบบ Warm call
  13. ยิงโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์
  14. เขียน SEO คอนเทนต์ให้น่าสนใจ
  15. ทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นรายแรก
  16. ถ้าคุณมี Power น้อย ลองขอให้ Influencers ช่วยพูด
  17. ทัศนคติของแบรนด์ตรงกับของลูกค้า ช่วยสร้าง Brand Royalty ได้
  18. Lead Generation
  19. สร้างเว็บไซต์/เพจของตัวเอง
  20. ขยายช่องทางด้วย E-commerce

1. หาลูกค้าใหม่จากฐานลูกค้าเก่า จากการวาง Buyer Personas

วิธีนี้ต้องใช้เวลาสักหน่อย เพราะต้องอาศัยการเก็บข้อมูลจากลูกค้าชุดแรกที่เข้ามาซื้อสินค้าแล้วนำมาจำแนก จัดหมวดหมู่ และค้นหาลักษณะร่วมกันของลูกค้าแต่ละคนคล้ายกับการทำ Buyer Personas แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อนของลูกค้าเพื่อวางกลยุทธ์ให้เข้าถึงใจลูกค้าให้มากที่สุด นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้ยังนำมาวิเคราะห์ใช้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สากลมากขึ้น ตอบโจทย์คนหมู่มาก ใช้ได้ทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ เข้าใจลูกค้าปัจจุบันมากขึ้น และสามารถนำเสนอโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะหายไปได้

buyer persona

ตัวอย่าง B2B Persona Template

 

2. Retargeting ดึงลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำ

จากผลการสำรวจจาก Shopify ระบุไว้ว่า เมื่อลูกค้าเก่าวนกลับมาซื้อสินค้าของคุณซ้ำใหม่เป็นครั้งที่สองก็มีโอกาสมากถึง 45% ที่ลูกค้าจะซื้อในครั้งนี้ และจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงครั้งที่ 4 ที่มีโอกาสมากถึง 56% ที่ลูกค้าจะกลับมาซื้ออีกแน่ ๆ เพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องเสียเวลาหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลาเพราะคุณมีลูกค้าเก่าเป็นฐานหลักอยู่แล้ว ซึ่งการทำ Retargeting มีด้วยกันหลากหลายแพลตฟอร์ม อาทิ

 

2.1 Facebook Dynamic Ads

2.2 Google Remarketing / Google RLSA

2.3 Line Official Account Retargeting

2.4 Twitter Retargeting

 

3. Word of Mouth Marketing เมื่อการเม้าท์มอยคือความแข็งแกร่งของการตลาด

หัวข้อนี้เราเคยทำบทความเอาไว้แล้ว (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่) แต่จะขอสรุปสั้น ๆ เอาไว้ว่า Word of Mouth Marketing คือการตลาดแบบปากต่อปาก เป็นกลยุทธ์โบราณแต่ทรงพลังที่สุดจวบจนทุกวันนี้ เพราะมีจุดแข็งตรงที่การตลาดแบบนี้จะใช้ในการคัดเลือกผู้ฟังไปด้วยในตัว เนื่องจากผู้ที่ได้ซื้อสินค้า/ใช้บริการมักจะมองหาคนที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์เหมือนตัวเองแล้วนำประสบการณ์ส่วนตัวไปรีวิวบอกต่อ กระตุ้นให้คนอื่นอยากซื้อตามเปิดโอกาสให้คุณหาลูกค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจากรายงานของ Nielsen ยังระบุอีกด้วยว่า 92% ของผู้บริโภคที่กำลังมองหาสินค้าต่างก็เชื่อใจคำรีวิวจากเพื่อนและครอบครัวมากกว่าคำโฆษณาจากแบรนด์ตรง ๆ เสียอีก เห็นรึยัง…ว่าพลังแห่งการเม้าท์มอยทรงพลังมากแค่ไหน!

word of mouth marketing

 

4. ทำ CSR (Corporate Social Responsibility) เมื่อสังคมรอบข้างดี แบรนด์คุณก็ดีขึ้น

CSR คือ การที่แบรนด์แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งภายในและภายนอกขององค์กร ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสังคม โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งการทำ CSR ค่อนข้างมีความสำคัญกับการทำธุรกิจอยู่พอควรเพราะแต่ละแบรนด์จะก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาได้ก็ต้องพึ่งพาปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ สมมติว่าคุณก่อตั้งบริษัทโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นมา แต่โรงงานของคุณปล่อยน้ำเสียและฝุ่นพิษลงสู่ชุมชน ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยจนต้องประท้วงขอให้ปิดโรงงานคุณทิ้ง นั่นแปลว่าโรงงานของคุณไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลย ส่งผลให้คุณมีชื่อเสียไปโดยปริยาย ซ้ำร้ายยิ่งอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ง่าย ข่าวแพร่กระจายไปเร็ว ผู้บริโภครับรู้ปัญหาที่คุณก่อเอาไว้ เกิดกระแสต่อต้านแบรนด์คุณไปในวงกว้าง ถึงตอนนั้นแม้จะคิดกลยุทธ์ทางการตลาดดีแค่ไหนก็ไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้ากลับคืนมาได้ เรียกว่าเกิดมาแล้วดับไปอย่างแท้จริง ดับฝันการหาลูกค้าใหม่ไปได้เลย

แต่ในทางกลับกันหากแบรนด์คุณคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้นไม่เพียงแต่ลูกค้าจะเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณอย่างเดียว คุณยังสามารถพึ่งพาการใช้กลยุทธ์การตลาดแบบบอกต่อในการสร้างโฆษณาหาลูกค้าใหม่ให้คุณได้มากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นคุณอาจได้พนักงานที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงาน เพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ไปอีกขั้นหนึ่ง

ซึ่งวิธีทำ CSR ก็มีอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น การลงทุนกับเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม, การปฏิบัติต่อพนักงานของตัวเองอย่างมีจริยธรรม, เป็นเจ้าภาพออกงานการกุศลบ้าง, ออกโครงการที่ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าช่วยเหลือสังคมในการลดโลกร้อน เป็นต้น

CSR

ที่มา: https://www.starbucksathome.com/ca/en-ca/story/cafe-practices

ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำ CSR อย่างเช่น Starbucks ในโครงการ  Coffee and Farmer Equity (C.A.F.E) ที่ส่งเสริมเกษตรกรทุกรูปแบบด้วยการวางแนวทางในการเพิ่มคุณภาพสินค้า และเรียนรู้การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานด้านความปลอดภัย มีมนุษยธรรม และมีความยุติธรรม ไม่เหยียดเพศหรือเชื้อชาติ

 

5. อบรมและพัฒนาศักยภาพของพนักงานอยู่ตลอดเวลา

คุณคงเคยเห็นหลาย ๆ แบรนด์เวลาพนักงานออกมาต้อนรับลูกค้ามักจะมีคำพูดเป็นแพตเทิร์นเดียวกันหมด ไม่เพียงแต่พนักงานในร้านนั้นสาขาเดียวเท่านั้น แต่พนักงานจากสาขาอื่น ๆ ก็มักมีประโยคคำพูดหรือรูปแบบการต้อนรับเหมือนกันหมด ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดเห็นจะเป็นเซเว่น อีเลฟเว่น กับประโยคคุ้นเคยในช่วงนี้ “สวัสดีครับ/ค่ะ เชิญครับ/ค่ะ กรุณาสแกนอุณหภูมิ เข้าแอปไทยชนะก่อนเข้าร้านทุกครั้งด้วยนะครับ/คะ” เนื่องจากการอบรมพนักงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันคือการสร้างมาตรฐานการบริการของแต่ละแบรนด์ เพื่อให้พนักงานเข้าใจบทบาทของตัวเองและรู้วิธีปฏิบัติต่อลูกค้าที่ต่างกัน

เพราะการสร้างมาตรฐานการบริการของแบรนด์ให้เป็นแบบนี้จะช่วยสร้างคุณค่าของแบรนด์ให้สูงขึ้นและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ของคุณ เมื่อผู้บริโภคเข้าใจถึงมาตรฐานของแบรนด์คุณอย่างเพียงพอแล้ว การหาลูกค้าใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

training


6. เลือกใช้โปรโมชั่นที่เหมาะกับชีวิตลูกค้า

แบรนด์ที่มีลูกค้าซื้อสินค้า/ใช้บริการเยอะ ลูกค้ามีความหลากหลายสูง ถ้าถามว่าดีไหม ตอบตรง ๆ คือดีมาก เพราะคุณกระจายความเสี่ยงของฐานลูกค้าเอาไว้หลากหลายกลุ่ม ต่อให้เสียกลุ่มหนึ่งไปก็ยังมีรายได้อยู่ แต่หากคิดในอีกมุมมองหนึ่งก็คือคุณมีฐานลูกค้าหลากหลายมากเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจหมดทุกคนไหว ดังนั้นจึงควรใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ซอยกลุ่มลูกค้าแยกย่อยให้ละเอียดขึ้น เลือกใช้แพลตฟอร์มในการโปรโมทที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และใช้กลยุทธ์ดึงดูดที่แตกต่างกันจะช่วยสร้างยอดขายและเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ดียิ่งขึ้น

promotion

ที่มา : https://news.siamphone.com/news-43324.html

 

7. Collaboration กับธุรกิจอื่น หาลูกค้าใหม่เพิ่มทั้งสองฝ่าย 

ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่จะไม่สามารถเติบโตได้หากขาดความร่วมมือกัน ดังจะเห็นได้ว่าแบรนด์ดัง ๆ หลายเจ้าเริ่มหันมาจับมือเป็นคู่ค้ากันมากขึ้นเพื่อออกโปรโมชั่นหรือผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ส่งเสริมการขาย ดึงดูดกลุ่มลูกค้าหลายกลุ่มมากขึ้น 

ขอยกตัวอย่าง Case Study สุดแปลกแหวกแนวจากแคมเปญ Heritage Travel on the Rise เมื่อบริษัทให้บริการจองห้องพักแบบโฮสเทลอย่าง Airbnb ร่วมมือกับ บริษัทเอกชนให้บริการตรวจดีเอ็นเอ 23andMe โดยที่คุณคลิกสั่งซื้อชุดตรวจดีเอ็นเอจาก 23andMe ทางออนไลน์ (ราคาชุดตรวจ 1 ชุดราว ๆ 3,000 บาท) เพียงไม่กี่วันชุดตรวจจะมาส่งให้คุณถึงหน้าบ้าน หยอดน้ำลายลงบนชุดตรวจแล้วส่งกลับไปที่บริษัท รอ 3 – 5 สัปดาห์ผลตรวจจะถูกส่งกลับมาที่บ้านคุณ ซึ่งในรายงานจะระบุว่าคุณมีเชื้อชาติไหนผสมอยู่ในสายเลือดคุณบ้าง ทีนี้คุณก็อาจหาเวลาลาพักร้อนไปเที่ยวตามรอยบรรพบุรุษได้ (แน่นอนว่าก็ต้องอาศัยการจองที่พักผ่าน Airbnb ด้วย) เรียกได้ว่าร่วมมือกันแล้วก็ win-win กันทั้งสองฝ่าย เพราะแคมเปญนี้เล่นกับความสงสัยใคร่รู้ของตัวลูกค้าเองว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นคนสัญชาติไหนกันแน่ 

หลังจากที่แคมเปญนี้ได้ปล่อยออกมาในอเมริกาไม่นาน ทาง Airbnb ก็ได้รายงานว่า ในเดือนเมษายน ปี 2019 ผู้คนกว่า 8,000 คนจากทั้ง อเมริกา เม็กซิโก อาเจนติน่า บราซิล อินเดีย ฝรั่งเศส อังกฤษ และออสเตรเลียก็ได้ออกเดินทางตามหาถิ่นกำเนิดของตัวเอง กว่า 89% ของผู้เข้าทำแบบสอบถามในอินเดียบอกว่าตัวเองได้เดินทางตามรอยบรรพบุรุษอย่างน้อย 1 ประเทศ พอ ๆ กับนักท่องเที่ยวถึง 69%จากฝรั่งเศส และเกินกว่าครึ่งในอเมริกา นี่จึงเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ไม่น่าจะมาโคจรเจอกันได้ แต่กลับร่วมมือผลิตแคมเปญออกมาได้อย่างลงตัว จนเกิดเป็นกระแสในต่างประเทศอยู่พักหนึ่งเลยล่ะ (อ่านข่าว Airbnb X 23andMe ต่อได้ที่นี่)

business collaboration

8. ออกแบบสื่อออนไลน์ให้เข้าถึงทุกคนมากขึ้น 

หากอยากทำอะไรซักอย่างให้การหาลูกค้านั้นง่ายขึ้นและเข้าไปนั่งในใจลูกค้าได้นาน ควรเริ่มจากการลงคอนเทนต์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับแบรนด์ให้ได้ก่อน ซึ่งเป้าหมายของการสร้าง Engagement ที่มีประสิทธิภาพก็ประกอบไปด้วย ยอดไลก์ คอมเมนต์ และยอดแชร์ที่ยิ่งสูงโอกาสที่ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ จะพบเห็นก็มากตามไปด้วย ซึ่งเคล็ดวิธีลับ ๆ ที่จะเพิ่มยอด Engagemet บนโซเชียลมีเดียได้อย่างไม่น่าเชื่อมีดังนี้

8.1 หาสาเหตุที่ทำไมลูกค้าถึงต้องเล่นโซเชียลในช่องทางนั้นก่อน

  1. หาความบันเทิง จึงเล่น TikTok, Instagram
  2. ติดตามข่าวสาร หรือจองสินค้าออนไลน์ผ่าน Facebook, Twitter
  3. ค้นหาไอเดีย ดูรีวิว ก็มักเจอบ่อยบน YouTube, Facebook, Pinterest

8.2 เริ่มสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ทุกคนเข้าถึงได้ หรือตรงใจกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด

  1. ย่อยข้อความหรือตีความให้อ่านง่าย เข้าใจง่าย เนื้อหาไม่ตีกันไปมาในบทความ
  2. แบนเนอร์ต้องชัด สื่อถึงสิ่งที่พูดได้ดี มีกิมมิกเล็ก ๆ ให้รู้สึกแปลกตา
  3. CTA อย่าให้ขาดเพราะลูกค้าจะไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ อย่าลืมใส่ # ให้เด่นสะดุดตา เพื่อเปิดทางให้ลูกค้าติดตามเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องต่อได้
  4. มี Backlink โยงไปต้นฉบับได้กรณี Rewrite และต้องเป็นต้นฉบับที่มีความน่าเชื่อถือ
  5. กุญแจสำคัญ อย่าลืมตั้ง Keyword และใส่ลงไปในทุกคอนเทนต์ด้วย

8.3 ถ้าคิดคอนเทนต์ไม่ออก ก็เล่น Real-time Content มันซะเลย แฝงความฮานิด ๆ เพราะคนไทยติดตลก

  1. ช่วงไหน อะไรเป็นกระแส จับมาเชื่อมโยงกับแบรนด์เราได้ก็ผลิตออกมาเลย ปรับแคปชันแฝงความตลกเข้าไปด้วย จะช่วยเพิ่มยอดไลก์ ยอดแชร์ได้ดี (*แต่ควรระวังเพราะบางกระแสก็ไม่ควรเล่นมากจนดูผิดจรรยาบรรณ)
real time content

ที่มา : เพจ หนังฝังมุก

8.4 หมั่นสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายตลอดเวลา อย่าหายไปนาน นอกจากผู้ชมจะลด อันดับการพบเห็นก็จะลดไปด้วย

  1. คอยตรวจสอบคอนเทนต์เก่า ๆ บ้าง อันไหน Traffic ดีจะปั๊มโพสต์เดิมก็ดี อันไหน Engagement น้อยก็ปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น
  2. คอมเมนต์ก็สำคัญไม่แพ้กัน ตอบกลับคอมเมนต์ในทางสนุกขำขันบ้าง หรือถ้ามีการติเตียนก็จำและนำมาปรับปรุงใหม่ในครั้งต่อ ๆ ไป

 

9. โชว์ตัว ออกอีเวนต์ งานสัมมนาต่าง ๆ ให้เป็นที่รู้จักในสื่อสาธารณะ

ถ้าคุณมีของ อย่ากลัวที่จะโชว์มันออกมา เพราะหากรอหาลูกค้าใหม่จากช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว คงได้ลูกค้าจริง ๆ ที่อยากซื้อไม่เยอะเท่าไหร่ ฉะนั้นถ้ามีโอกาสเราอยากให้คุณลองเข้าร่วมงานอีเวนต์ หรือมหกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น เพราะในงานจะเป็นแหล่งรวมตัวลูกค้ามากหน้าหลายตา และแบรนด์ดัง ๆ ที่เข้าร่วมงานเดียวกับคุณอยู่ด้วย นอกจากจะช่วยให้คุณหาลูกค้าใหม่ได้ง่ายขึ้นแล้วยังเปิดโอกาสให้คุณได้พูดคุยทำความรู้จักหรือหาคอนเน็กชันใหม่ ๆ จากทั้งลูกค้าและแบรนด์อื่น ๆ ไปด้วย ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะได้ร่วมงานกันอีกก็เป็นได้ หรือในกรณีที่แย่ที่สุดที่คุณอาจไม่ได้มาทั้งสองอย่างนั้นเลย อย่างน้อยคุณก็อาจจะได้แจกนามบัตรหรือสร้างคอนเน็กชันกับผู้ชมในงานที่เดินผ่านไปผ่านมาที่ดูจะสนใจในผลิตภัณฑ์ของคุณแต่ยังไม่พร้อมซื้อในเวลานั้น ไม่แน่ว่าในอนาคตเขาเหล่านั้นอาจวนกลับมาขอใช้บริการคุณบ้างก็เป็นได้ และจะกลายเป็นกระบอกเสียงขยายฐานลูกค้าให้คุณในภายหลัง

หาลูกค้า

 

10. รับฟังปัญหาลูกค้า เข้าถึงและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมให้เร็วที่สุด

สายงานบริการเป็นเรื่องปกติที่จะต้องต้อนรับลูกค้าจนถึงที่สุดตั้งแต่เริ่มเดินเข้าร้านไปจนถึงบริการหลังการขาย แม้ลูกค้าเกิดปัญหาในขั้นตอนใดก็ต้องอยู่เคียงข้างและช่วยแก้ปัญหาให้สำเร็จจนได้ เพราะประโยชน์จากการรับฟังปัญหาจากลูกค้าจะได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด

10.1 เมื่อคุณให้บริการลูกค้าจนถึงบริการหลังการขาย จนสร้างความพึงพอใจในด้านการบริการให้กับลูกค้า ขั้นตอนนี้จะเกิดเป็นการตลาดแบบบอกต่อขึ้นมา การรีวิวและการบอกต่อจะเข้ามารับช่วงต่อจากคุณไป และธรรมชาติของการบอกเล่าจะทำให้ผู้บริโภคคนอื่นที่รับข้อมูลเหล่านั้นเกิดการเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจก่อนใช้บริการ ในช่วงนี้คุณอาจวกกลับไปใช้งานเทคนิคข้อแรกได้ คือวาง Buyer Persona วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคที่มีปัญหาคล้ายคลึงกับผู้ใช้บริการก่อนหน้า แล้วยิงโฆษณาที่ตรงจุดออกไปให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวได้เห็นบ่อย ๆ กระตุ้นความรู้สึกอยากลองใช้บริการจากแบรนด์คุณขึ้นมาได้ในท้ายที่สุด

10.2 ทุกครั้งที่สามารถปิดดีลการขายได้ จำเป็นต้องขอรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า ให้คะแนนการให้บริการของพนักงานหรือการรีวิวสินค้า และนำคำแนะนำเหล่านั้นไปพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพเทียบเท่าหรือมากกว่าบริษัทคู่แข่งได้อย่างตรงจุด ช่วยให้ธุรกิจคุณเติบโต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและเครื่องจักร รวมไปถึงเป้าหมายสูงสุดก็คือ เพิ่มยอดขายได้นั่นเอง

รับฟังปัญหาลูกค้า


11. “ฟรี” คำสั้น ๆ แต่สะเทือนทั้งโลก

ของฟรีไม่มีในโลกคือเรื่องจริง แต่ของฟรีเพิ่มยอดขายได้อันนี้ก็เป็นเรื่องจริง หากแบรนด์คุณเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผลิตสินค้าออกมาใกล้เคียงกับคู่แข่ง มีคู่แข่งเยอะ หรือกำลังอยู่ในไลน์การตลาดแบบน่านน้ำสีแดง เช่น แบรนด์ผลิตเครื่องสำอาง Skin Care, แบรนด์ Delivery, แบรนด์ผลิตอาหารฟาสต์ฟู๊ด ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด วิธีที่จะดึงใจ หาลูกค้าใหม่ได้ง่ายและเร็วที่สุด ก็คงจะหนีไม่พ้นให้ลูกค้าทดลองไปฟรี ๆ เสียเลย โดยวิธีการก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก สามารถต่อยอดอาศัยโอกาสออกงานอีเว้นท์จากข้อ 9 ปล่อยให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้า/บริการไปแบบฟรี ๆ ทำให้เห็นไปเลยว่าของ ๆ เราดีจริงหรือไม่ ปิดท้ายด้วยเทคนิคการขายเพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ไว้ และกลับมาใช้บริการใหม่เมื่อต้องการได้อีกครั้งหนึ่ง

free test

ที่มา : https://portfoliotcas.com/free-template/

 

12. เทคนิคโทรเสนอขายแบบ Warm call

Warm Call คืออะไร? Warm Call คือการเสนอขายแบบหนึ่งที่ฝ่ายขายจะโทรกลับไปเสนอขายให้กับบริษัทหรือลูกค้าที่เคยมีการติดต่อกับแบรนด์คุณมาแล้วครั้งหนึ่ง คล้ายการ Retargeting แบบการออกไปเยี่ยมลูกค้าหรือการทำ Email Marketing ตรงข้ามกับ Cold Call ที่เป็นการโทรเสนอขายครั้งแรกแบบที่ยังไม่เคยมีการติดต่อมาก่อน ซึ่งอาจทำให้การปิดการขายยากกว่าแบบ Warm Call ฉะนั้นจึงยกตัวอย่างทริคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณหาลูกค้าใหม่ผ่าน Warm Call ก็มีดังนี้

12.1 ทำ Research ลูกค้าก่อน ค้นหาปัญหาลูกค้า ระบุส่วนที่สินค้าจากแบรนด์เราจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้

12.2 ช่วงเริ่มแรกของการโทรขายให้ใช้ 15 วินาทีแรกจับความสนใจลูกค้าให้มากที่สุด

12.3 ถามคำถามปลายเปิด ไม่ใช่ถามคำถามใช่/ไม่ใช่ เพื่อที่ลูกค้าจะได้อธิบายถึงความต้องการให้มากที่สุด เป็นต้น

ที่มา : https://www.bluleadz.com/blog/warm-calling-tips-that-will-get-your-prospects-talking

warm call

ที่มา : https://www.bluleadz.com/blog/warm-calling-tips-that-will-get-your-prospects-talking

13. ยิงโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์

ไหน ๆ โซเชียลมีเดียก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว เราก็ควรจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ จากผลการสำรวจจากเว็บไซต์ Hootsuite เมื่อปี 2021 ระบุไว้ว่าประชากร 4.66 พันล้านคนเป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตคิดเป็น 59.5% เกินกว่าครึ่งของประชากรโลก และอัตราการเติบโตของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในเดือนมกราคมปี 2021 เทียบกับ มกราคม 2020 เพิ่มขึ้นถึง 7.3% ทำให้เห็นแล้วว่าอินเทอร์เน็ตเข้าถึงแทบทุกคนบนโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้นการทำโฆษณาออนไลน์เพื่อหาลูกค้าใหม่ ๆ ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องทำในยุคนี้แล้ว

การยิงโฆษณาสามารถทำได้จากทุกแทบทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Line หรือแม้กระทั่งแอปพลิเคชันที่เอาไว้บ่นเสียส่วนมากอย่าง Twitter ก็มีให้ลงโฆษณาอยู่เช่นกัน และในตอนนี้เอเจนซี่การตลาดออนไลน์ก็เริ่มมีให้เห็นอยู่เยอะมากขึ้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่แบรนด์จะหยิบยืมแรงของเอเจนซี่มาช่วยวิเคราะห์การตลาดและเลือกยิงโฆษณาที่เหมาะสมในแต่ละแพลตฟอร์มได้ ถ้าหากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นสร้างโฆษณายังไงหรือจะเลือกเอเจนซี่ที่ถูกใจยังไงดี ในบทความนี้เรามีคำตอบ 

แต่ถ้าคุณอยากได้เอเจนซี่ที่เก่งในเรื่องของการทำโฆษณาออนไลน์พร้อมทีมกราฟิกและทีมคอนเทนต์ช่วยสร้าง Traffic มายังหน้าเว็บไซต์ของคุณแล้วล่ะก็ ขอแนะนำ Cotactic เอเจนซี่การตลาดออนไลน์ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยด้านการตลาดให้กับคุณ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาจากเราได้เลยฟรี! ไม่คิดเงิน เพียงคลิกที่ปุ่มด้านล่างนี้


14. เขียน SEO คอนเทนต์ให้น่าสนใจ 

หากธุรกิจของคุณมีการทำเว็บไซต์หวังให้มียอดเข้าชมเยอะ ๆ เพิ่มโอกาสให้คนที่เข้ามาดูซื้อสินค้าหรือลงทะเบียนใช้บริการคุณมากขึ้น การทำ SEO คงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ได้อยู่ไม่น้อย 

การทำ SEO คือ การเขียนบทความ การปรับปรุงหน้าเพจหรือเว็บไซต์ให้ค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น ใช้งานสะดวก สามารถสื่อใจความสำคัญให้ผู้ใช้งานได้ตรงประเด็นและครบถ้วน ซึ่งจะทำให้ลิงก์เว็บไซต์ของคุณไปปรากฏบน Search Engine ของ Google ได้สูงยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเห็นเว็บไซต์ของคุณบ่อยขึ้น ทั้งนี้หลักการทำ SEO ให้ติดอันดับก็มีองค์ประกอบมากมายหลายอย่าง เช่น การเขียนบทความ SEO การฝัง Keyword ทั้งในบทความและรูปภาพ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

นอกจากนี้การทำ SEO ยังมีข้อดีสำหรับการทำธุรกิจออนไลน์อีกด้วย อาทิ

  1. สร้าง Brand Awareness ให้รู้จักสินค้า/บริการมากขึ้น
  2. เพิ่มยอด Traffic อย่างต่อเนื่อง
  3. เพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานมองเห็นสินค้า/บริการได้เร็วขึ้นเพียงใช้ Keyword ที่ตรงกัน
  4. เพิ่มค่า Conversion Rate จากการกรอกฟอร์ม คลิกลิงก์
  5. ลดการใช้งบโฆษณาไปในส่วนที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะต้นทุนต่ำ
  6. เพิ่มค่าความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ เปิดโอกาสให้แบรนด์อื่นขอนำลิงก์เราไปทำ Backlink มากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นเว็บไซต์เราได้มากขึ้นโดยทางอ้อม

SEO

 

15. ทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นรายแรก

เทคโนโลยีมีส่วนช่วยทำให้การใช้ชีวิตของเราง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแบรนด์คุณจากไหนก็ได้ขอแค่มีเครื่องมือและอินเทอร์เน็ต แต่ทว่าเทคโนโลยีเองก็เป็นเหมือนดาบสองคมสำหรับธุรกิจออนไลน์ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการช่วยโปรโมท เพราะเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็ว ระมัดระวังเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น ทำให้การได้ข้อมูลจากผู้ใช้งานมาวิเคราะห์หาลูกค้าก็ยากตามไปด้วย

ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องก้าวตามเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทันอยู่เสมอ ผลิตคอนเทนต์ วางกลยุทธ์แบบใหม่ให้ทันกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปและสดใหม่จะเพิ่มความน่าสนใจให้กับแบรนด์คุณได้ดี สร้างแรงดึงดูดต่อผู้บริโภค และที่ดีที่สุดก็คือมีลูกค้าติดต่อข้อซื้อสินค้า/ใช้บริการมากขึ้น แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2022 มีอะไรบ้าง ตามมาอ่านกันที่บทความนี้ได้เลย 12 เทรนด์เทคโนโลยีปี 2022

metaverse

App.spatial.io อาศัยเทคโนโลยี Metaverse ช่วยให้คุณประชุมงานได้เหมือนมานั่งอยู่ด้วยกันจริง ๆ

16. ถ้าคุณมี Power น้อย ลองขอให้ Influencers ช่วยพูด

การตลาดโดยการใช้ Influencers เข้ามาช่วยนับเป็นกลุทธ์ที่ประสบความสำเร็จสูงมากในปัจจุบัน จากผลการสำรวจจากเว็บไซต์ influencermarketinghub คาดว่าในปี 2021 อัตราการเติบโตของการใช้ Influencers Marketing จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 13.8 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือราว 455.3 พันล้านบาท โดยจัดอันดับให้หมวดแฟชั่นและเครื่องสำอางเป็นกลุ่มที่มียอดการับชมสูงที่สุดจากผู้ทำแบบสอบถาม รองลงมาคือ หมวดสุขภาพ หมวดการท่องเที่ยว หมวดเกม และหมวดบ้านและครอบครัวตามลำดับ

จากผลการสำรวจนี้จึงทำให้เห็นแล้วว่ากลุ่ม Influencers มีพลังมากขนาดไหน ไม่ว่าคนเหล่านี้จะคิด จะทำหรือจะรีวิวอะไร ลูกค้าก็พร้อมรับฟังความเห็นของคนกลุ่มนี้อยู่เสมอ ถือเป็นสื่อกลางในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพสูงเลยทีเดียว ช่วยให้โปรโมทแบรนด์ไปในเชิงบวกได้ดีและสร้างผลกระทบถึงผู้บริโภคได้เป็นวงกว้าง

influencers

 

17. ทัศนคติของแบรนด์ตรงกับของลูกค้า ช่วยสร้าง Brand Royalty ได้

อีกหนึ่งเทรนด์ที่คาดไม่ถึงที่กำลังมาแรงในยุคนี้คงหนีไม่พ้นการบีบบังคับให้แบรนด์ต่างแสดงจุดยืนของตัวเองในที่สาธารณะมากขึ้น เพราะตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและสภาพแวดล้อมที่ตื่นตัวขึ้น ผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้แบรนด์ดังออกมาทำอะไรสักอย่างเพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเองต่อบริบททางสังคมที่ละเอียดอ่อน ยกตัวอย่าง ประเด็นความหลากหลายทางเพศ สภาวะโลกร้อน ความเท่าเทียมของมนุษย์ การเหยียดเชื้อชาติ สีผิว #Blacklivesmatter #asianlivesmatter เป็นต้น

ซึ่งบอกได้เลยว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นหากเลือกที่จะเมินเฉยหรือไม่แสดงออกต่อประเด็นเหล่านั้นจะส่งผลอย่างใหญ่หลวงกลับมาที่แบรนด์ของคุณในที่สุด จากที่ได้เห็นการกดดันในรูปแบบ Cancel Culture หรือการแบนไม่สนับสนุนสินค้า/บริการจากแบรนด์เหล่านั้น ฉะนั้นแบรนด์ก็ต้องวางแผนรับมือ เตรียมตัววางตัวเองลงบนจุดยืนต่าง ๆ เพื่อเสริมความเชื่อใจของลูกค้าต่อแบรนด์ของคุณนั่นเอง

กรณีศึกษาเมื่อแสนสิริแสดงจุดยืนอนุญาตให้คู่รักพนักงาน LGBTQ ลาแต่งงานได้ 7 วัน แถมเปิดโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกัน กู้ซื้อบ้านร่วมกันได้

หาลูกค้า

กรณีศึกษาเมื่อแสนสิริแสดงจุดยืนอนุญาตให้คู่รักพนักงาน LGBTQ ลาแต่งงานได้ 7 วัน แถมเปิดโอกาสให้คู่รักเพศเดียวกัน กู้ซื้อบ้านร่วมกันได้
ที่มา : Workpointtoday

 

18. Lead Generation

Lead Generation คือ เทคนิคการส่งเสริมการตลาดออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์เช่น Facebook ใช้ในการค้นหารายชื่อลูกค้าที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า/บริการจากเรามากที่สุด โดยอาศัยการกรอกแบบฟอร์มที่เรียกว่า “Lead Form” สอบถามข้อมูลลูกค้าเบื้องต้น เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล  ปัญหาที่ลูกค้าต้องการให้แบรนด์เข้ามาช่วยแก้ไข หลังจากกรอกแบบฟอร์มเรียบร้อย ทีม Sale จะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด 

ด้วยการใช้งาน Lead Generation นี้เอง ทีม Sale จึงสามารถเข้าถึงลูกค้าที่มีความต้องการสินค้า/บริการได้อย่างตรงจุด เพิ่มโอกาสการหาลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น ลดโอกาสติดต่อหาลูกค้าที่ไม่ได้สนใจผลิตภัณฑ์เลย และยังสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาช่วยในการปิดการขายให้ง่ายขึ้นด้วย

Lead generaion

 

19. สร้างเว็บไซต์/เพจของตัวเอง 

ตอนนี้อะไร ๆ ก็อยู่บนอินเทอร์เน็ตไปหมด การค้นหาสินค้าหรือบริการจึงง่ายมากขึ้น พอดีกับที่ทางแบรนด์ก็สามารถหาลูกค้าได้ง่ายขึ้นจากการท่องอินเทอร์เน็ต ดังนั้นการสร้างเว็บไซต์ของตัวเองให้ผู้ใช้งานได้เข้ามาเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับแบรนด์คุณจึงเป็นการปูทางสู่การหาลูกค้าใหม่ที่มีประสิทธิผลดีมาก โดยการสร้างเว็บไซต์ให้คนเข้ามาชมได้มากที่สุดต้องทำควบคู่ไปกับ SEO ที่มีคุณภาพ สามารถตอบปัญหาให้ลูกค้าได้ในทันที เว็บไซต์มีที่อยู่ เบอร์โทรที่ติดต่อได้ชัดเจน โดเมนเว็บมี SSL Certificate ปลอดภัย ชัดเจน สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้งานได้ 

หากคุณเป็นธุรกิจหน้าใหม่ที่ยังไม่รู้วิธีสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองสามารถตามอ่านขั้นตอนสอนสร้างเว็บไซต์แบบง่าย ๆ ได้ที่บทความนี้ 6 ขั้นตอนสอนสร้าง WordPress

สร้างเว็บไซต์ WordPress


20. ขยายช่องทางด้วย E-commerce

อยากขยายกิจการแต่ลูกค้ากลับต้องเดินทางมาเอาของเอง หรือไม่ก็ต้องลำบากพนักงานของคุณขับรถไปส่งของให้ลูกค้าถึงบ้าน เสียทั้งค่าน้ำมัน เสียทั้งค่าแรง วิธีแก้ปัญหาก็ไม่มีอะไรมาก แค่ใช้บริการ E – Commerce เพราะก่อตั้งมาเพื่อรองรับกิจกรรมการซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์โดยเฉพาะอยู่แล้ว แถมยังมีระบบหลังบ้านที่ดี มีหลายเจ้าให้เลือกใช้ เจ้าหน้าที่ประจำสถานีขนส่งก็คุ้นเคยกับพื้นที่เป็นอย่างดี เพิ่มตัวเลือกการขนส่งได้หลากหลาย และใช้งานง่ายมาก ฉะนั้นธุรกิจจึงควรมีช่องทางการขายสินค้าบน E – Commerce อย่างน้อย 1 แพลตฟอร์มเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่สะดวกเดินทางไปซื้อของ และยังนำมาเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจของลูกค้าได้ดีด้วย

e-commerce

Infographic แสดงอัตราการเติบโตของ e-commerce จากปี 2020-2021 เติบโตกว่า 68% และคาดการณ์ว่าในปี 2025 จะเติบโตขึ้นไปอีก 18% จากปี 2021 ที่มา : https://www.bangkokpost.com/business/2215395/trillion-baht-online-economy-in-sight

 

และนี่ก็คือรวมมิตร 20 เคล็ดลับหาลูกค้าใหม่ได้ง่าย ๆ ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ที่เจ้าของกิจการสามารถลองไปปรับใช้ดูได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นแนวทางที่ทำให้ธุรกิจคุณพลิกฟื้นกลับมาดีกว่าเก่าก็ได้

 

——————————————————————–

 

หรือหากไม่มั่นใจในการโปรโมทสินค้า/บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องการหาเอเจนซี่มาร่วมพูดคุยและหาทางออกไปพร้อม ๆ กัน Cotactic Media หนึ่งในบริษัทโฆษณาออนไลน์ชั้นนำของเมืองไทย ขออาสาเข้ามาช่วยตอบโจทย์การหาลูกค้าให้คุณได้ตามเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Brand Awareness หรือ Lead Generation เราก็ทำได้หมด 

 

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกับทีม Cotactic เพื่อให้เราเป็น Collaborative Marketing Partner ทำงานเป็นทีมร่วมกันกับคุณได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้

 

กรอกรายละเอียดด้านล่างเพื่อขอรับคำปรึกษา ฟรี! จาก Cotactic

 

——————————————————————–

 

ติดต่อ

โทร.065-095-9544

Inbox: https://m.me/cotactic

Line@: https://line.me/R/ti/p/@cotactic

 

ขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล

https://blog.pointspot.co/17306282/10-tips-for-finding-new-customers

https://thaiwinner.com/new-customers/

https://www.sales100million.com/single-post/how-to-find-new-customer-with-less-money-2/ 

https://iplandigital.co.th/youtube-marketing/brand-engagement-in-social-media/ 

 


Facebook Comment