September 15, 2020

วิธีลงโฆษณา facebook ฉบับสมบูรณ์ (พร้อมแนะนำ Metrics สำคัญวัดผลคุณภาพโฆษณา)

Reading Time: 5 minutes

จากการรายงานของ Hootsuite ได้พบว่าในปี 2020 คนไทยมีการเข้าถึง Social Media มากถึง 52 ล้านคน และ facebook ยังเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจาก Google เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้จักว่า Facebook Ads คืออะไร? มีวิธีการทำโฆษณษบน Facebook อย่างไร ซึ่งถ้าหากคุณยังไม่รู้จัก และยังไม่เริ่มทำโฆษณา facebook ตั้งแต่วินาทีนี้ หมายความว่าในทุก ๆ วันคุณได้พลาดโอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้ามากถึง 52 ล้านคนไปแล้ว จริงไหม?

การทำโฆษณา facebook เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหลากหลายธุรกิจตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง ธุรกิจขนาดใหญ่ นั้นก็เพราะการทำโฆษณาเฟสบุ๊คสามารถทำได้ง่าย และยังสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายเพื่อค้นหากลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสินค้า/บริการของเรามากที่สุด

ทำให้ช่วยธุรกิจประหยัดทั้งในด้านของเวลาในการโปรโมทสินค้า/บริการ และต้นทุนทางการตลาด ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร คุณสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ผ่านการทำโฆษณาบน facebook

อย่างไรก็ตาม การทำโฆษณาเฟสบุ๊ค ให้ประสบความสำเร็จยังคงต้องอาศัยประสบการณ์และการประเมิณผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นหากคุณไม่อยากพลาดโอกาสเพิ่มช่องทางบูสยอดขาย Cotactic จะมาอธิบายวิธีการลงโฆษณาเฟสบุ๊คให้คุณได้เข้าใจแบบ Step-by-Step พร้อมบอกเล่าเคล็ดลับการทำโฆษณาอย่างไรให้ได้ผล

ยาวไปอยากเลือกอ่าน:

  1. การลงโฆษณา facebook มีประโยชน์ต่อธุรกิจคุณอย่างไร?
  2. รู้จักโครงสร้างโฆษณาเฟสบุ๊ค Campaign, Ad Set, Ad คืออะไร?
  3. STEP-BY-STEP เริ่มสร้างโฆษณา facebook ต้องทำอย่างไรบ้าง?
  4. วัดผลโฆษณาอย่างไร? ใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด?
  5. พร้อมไหม? เริ่มลงโฆษณา facebook ขยายช่องทางธุรกิจ

การลงโฆษณาบน facebook มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร?

จากตัวเลือกทางการตลาดออนไลน์ในยุคปัจจุบันที่มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Google Adwords คือการทำโฆษณาออนไลน์ผ่านเครือข่ายของ Google , SEO, Email Marketing หรือ Lead Generation ทำไมการโฆษณา facebook ถึงเป็นการตลาดช่องทางหนึ่งที่หลายธุรกิจไม่สามารถมองข้ามได้ ซึ่งเหตุผลที่แพลตฟอร์มเฟสบุ๊คกลายเป็นที่นิยม และแตกต่างจากช่องทางอื่น Cotactic แบ่งออกได้หลัก ๆ 3 อย่างด้วยกัน

  • เข้าถึงกลุ่มลูกค้าแม่นยำกว่า ละเอียดกว่า

ภารกิจหลักของแพลตฟอร์ม facebook คือการช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแชร์เรื่องราว ให้เพื่อนและครอบครัวผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างโลกให้กว้างขวางและใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หนังเรื่องโปรด สถานที่ที่อยากไป ข่าวสารความเป็นไปของโลก การกดไลค์ กดแชร์ และคอมเมนต์ ความสนใจของผู้ใช้งาน จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ facebook นั้นมอบให้กับนักโฆษณา 

ซึ่งการทำโฆษณาบน facebook จะมีความละเอียดในการใช้งานที่คุณสามารถเจาะจงให้โฆษณาถูกแสดงผลให้กับคนที่มีความสนใจ, พฤติกรรม, เพศ, อายุ ฯลฯ ตรงตามเกณฑ์ที่คุณตั้งเอาไว้เท่านั้น (การกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างละเอียดจะอยู่ในหัวข้อถัดไป) คุณจึงมั่นใจได้ว่าโฆษณาของคุณจะถูกส่งมอบให้กับกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการเท่านั้น

  • ช่วยควบคุมงบประมาณโฆษณา

การลงทุนในโฆษณา facebook สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักสิบ ไปจนถึง หลักล้าน อีกทั้งยังสามารถตั้งงบประมาณที่จะใช้ในการโฆษณาในแต่ละวันได้อย่างอิสระ และปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามความต้องการ คุณจึงไม่ต้องกังวลว่างบโฆษณาของคุณจะเกินงบประมาณที่ตั้งเอาไว้

อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจก่อนว่าการกำหนดงบประมาณโฆษณา จะสะท้อนถึงจำนวนผู้ใช้งานและจำนวนครั้งที่ facebook จะนำโฆษณาของคุณไปแสดงผลต่อผู้ใช้งานในแต่ละวัน ซึ่งหมายความว่าหากคุณตั้งงบประมาณมากขึ้ัน การเข้าถึงลูกค้าก็มีมากขึ้นนั้นเอง

  • เพิ่มโอกาสปิดการขาย

จุดเด่นหนึ่งของการลงโฆษณาเฟสบุ๊ค ที่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่น ๆ คือความอิสระของลูกค้าในการสอบถามฝ่ายขายผ่าน Inbox เพื่อเพิ่มโอกาสปิดการขาย เป็นเรื่องธรรมชาติของคนเราเมื่อต้องการสั่งซื้อสินค้าสักอย่าง แล้วเราต้องการความมั่นใจจากร้านค้า โดยการสอบถามข้อมูลที่จำเป็นเพิ่มเติม 

ซึ่งหากลูกค้าไม่สะดวกที่จะติดต่อร้านค้าผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ การส่งข้อความหรือ Inbox จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้าในการบริการ ซึ่งผลสำรวจของ Techsauce  เกี่ยวกับการแชททำให้คนซื้อสินค้ามากขึ้น เผยให้เห็นว่า 

  • 55% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งแรกของตนเองเกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าผ่านการแชท
  • และ 93% มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากร้านที่พวกเขาสามารถส่งข้อความพูดคุยได้มากกว่า

รู้จักโครงสร้างโฆษณาเฟสบุ๊ค 

Campaign, Ad set, Ad คืออะไร?

เพื่อจะอธิบายการสร้างโฆษณา facebook ให้เข้าใจง่ายที่สุดคุณจำเป็นจะต้องรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของระบบเสียก่อน ซึ่งโครงสร้างโฆษณานั้นไม่มีอะไรที่ซับซ้อนและสามารถเข้าใจได้ง่าย โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ  Campaign (แคมเปญ), Ad set (ชุดโฆษณา)และ Ad (โฆษณา)

**Note: สิ่งหนึ่งที่ลูกค้า Cotactic ชอบถามกันเป็นประจำคือการทำโฆษณา facebook เป็นการกดปุ่ม Boost Post บนหน้าเพจหรือเปล่า? เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน สิ่งที่เราจะอธิบายต่อไปนี้เป็นการใช้ Business Manager หรือเครื่องมือจัดการโฆษณาหลังบ้านที่ facebook ให้เจ้าของเพจใช้ในการจัดการโฆษณาในเชิงลึก ไม่ใช่การ Boost Post

อธิบายเพิ่มเติม: ปุ่ม Call-to- Action หรือ CTAs คือปุ่มที่จะเปลี่ยนจากผู้รับชม เข้าสู่ระบบตามวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น สมัครสมาชิก ลงทะเบียน ส่งข้อความ
  • Campaign: การสร้างแคมเปญ คือการกำหนดวัตถุประสงค์ของการทำโฆษณา เช่น การมีส่วนร่วม (Engagement), เพิ่มจำนวนเข้าชมเว็บไซต์ (Traffic) และ การส่งข้อความ (Message) เป็นต้น ซึ่งระบบ facebook จะทำการเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา โดยการค้นหาคนที่มีโอกาสจะแสดงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ที่เราได้เลือกไว้ (การเลือกวัตถุประสงค์แคมเปญสามารถเลือกได้เพียง 1 วัตถุประสงค์ต่อแคมเปญเท่านั้น)
  • Ad Set: เมื่อเราสร้างแคมเปญเรียบร้อย ต่อมาคือการกำหนดงบประมาณต่อวัน เวลาเริ่มต้น และกลุ่มเป้าหมายโฆษณา ซึ่งชุดโฆษณาสามารถสร้างได้หลายรายการใน 1 แคมเปญ คุณอาจสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีความแตกต่างกันเพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อสินค้าและบริการมากที่สุด หรือคุณสามารถใช้เครื่องมือ A/B Testing  เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพโฆษณา 
  • Ad: โฆษณาคือสิ่งที่จะแสดงผลบนหน้า Feed ของกลุ่มเป้าหมายคุณ ซึ่งการออกแบบโฆษณาจะประกอบไปด้วย ข้อความแคปชั่น รูปภาพ หรือวิดีโอ และปุ่ม Call-to-Action 

STEP-BY-STEP เริ่มลงโฆษณา facebook ต้องทำอย่างไรบ้าง?

 1. ตั้งค่าบัญชี facebook Business Manager

เมื่อคุณอยากเริ่มต้นสร้างธุรกิจผ่านโฆษณา facebook  สิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือการสร้าง Business Manager Account สำหรับธุรกิจ เพราะหากคุณทำการสร้างโฆษณา โดยไม่ใช้ Business Manager คุณจะต้องใช้บัญชีส่วนตัวในการจัดการโฆษณาทั้งหมด และไม่สามารถเพิ่มบัญชีอื่นเข้ามาช่วยจัดการได้ ซึ่งเมื่อธุรกิจของคุณมีขนาดใหญ่ขึ้น คุณคงไม่อยากให้ Username และ Password กับพนักงานเพื่อช่วยคุณจัดการโฆษณา

การสร้าง Business Manager Account จะทำให้บัญชีโฆษณาของคุณอยู่ในรูปแบบขององค์กรมากขึ้น โดยที่คุณสามารถเพิ่มเพจธุรกิจทั้งหมดใน facebook และ Instagram ที่คุณมีรวมไว้ในบัญชีเดียว อีกทั้งคุณยังสามารถเพิ่มรายชื่อบัญชีที่คุณต้องการเพื่อเข้ามาช่วยจัดการโฆษณาได้อีกด้วย รวมถึงถ้าหากคุณมีเว็บไซต์ คุณสามารถใช้ facebook Pixel เชื่อมต่อข้อเว็บไซต์กับเพจธุรกิจในบัญชี เพื่อ Tracking พฤติกรรมผู้ใช้งานเว็บไซต์และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา

คุณสามารถเริ่มสร้าง Business Manager Account ของคุณเองได้ที่ business.facebook.com ทาง facebook จะถามถึงชื่อธุรกิจ เพจธุรกิจ และอีเมล์ธุรกิจสำหรับการยืนยันตัวตน 

หลังจากที่คุณได้ทำการยืนยันตัวตนเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปให้เข้าไปที่ Business Setting เพื่อเพิ่มบัญชีจัดการโฆษณา และเพิ่มเพจที่ต้องการได้เลย เท่านี้คุณก้พร้อมสร้างโฆษณาชิ้นแรกของคุณแล้ว

2. สร้างกลุ่มเป้าหมาย Interest, Lookalike, Retarget

การค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง เป็นหัวใจหลักของการทำ โฆษณา facebook เพราะบัญชีผู้ใช้งานเฟสบุ๊คทั่วโลกมีมากกว่าร้อยล้านราย คุณจึงควรใส่ใจกับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้มาก เพื่อที่โฆษณาของคุณจะแสดงผลต่อหน้าคนที่มีความสนใจในสินค้าและบริการของคุณจริง ๆ โดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินเปล่า 

เพื่อเริ่มสร้างโฆษณาคลิกที่ลิงค์นี้ business.facebook.com/adsmanager

การสร้างกลุ่มเป้าหมายสามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน

  1. การสร้างกลุ่มเป้าหมายจากเมนูแท็บ Audience (แนะนำ)
  2. การสร้างกลุ่มเป้าหมายจาก Ad Set

ซึ่งวิธีที่เราแนะนำคือการสร้างกลุ่มเป้าหมายจากแท็บ Audience เพราะสามารถสร้างกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายกว่า และบันทึกเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไปได้

เมื่อคุณเข้ามาใน Ads Manager แล้วให้เรากดเมนูจุดทางด้านซ้าย และเลือก Audience คุณจะเห็น Audience ประเภทต่าง ๆ ซึ่งกลุ่ม Audience สำหรับโฆษณาบนเฟสบุ๊ค หลัก ๆ แล้วจะนิยมใช้อยู่ 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ Custom Audience, Lookalike Audiences และ Saved Audience (หรือที่เราเรียกกันว่า Interest) โดยที่ Audience แต่ละแบบก็จะมีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป

**Note: Cotactic ขออนุญาติใช้ คำว่า Interest แทนคำว่า Saved Audience หลังจากนี้

Custom Audience

คือการสร้างกลุ่มเป้าหมายโดยอ้างอิงจาก แหล่งข้อมูลที่ระบบ facebook สามารถเก็บได้ ส่วนใหญ่แล้วจะนำมาใช้ เพื่อทำการ Retarget หรือกลุ่มเป้าหมายที่เคยมีส่วนร่วมกับธุรกิจคุณทางใดทางหนึ่ง

คุณจะเห็นว่าแหล่งข้อมูลของ Custom Audience มีให้เลือกมากมาย แต่จากประสบการณ์ของ Cotacitc แหล่งข้อมูลที่ อยากแนะนำ ได้แก่ Website, Customer list, Video และ facebook Page

  • Website – ระบบของเฟสบุ๊ค จะนำข้อมูลจากเว็บไซต์ที่คุณได้ทำการติด facebook Pixel ติดตามข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานทั้งหมดที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งคุณสามารถกรองแบบเจาะจงไปได้อีกว่าคุณจะ Retarget ที่ URL ไหน หรือเลือกกลุ่มเป้าหมายตามระยะเวลาการใช้งานเว็บไซต์
  • Customer list – การอัพโหลดลิสต์รายชื่อของลูกค้า โดยใช้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ เบอร์โทร รหัสไปรษณีย์ และอีเมล์ เป็นต้น เพื่อให้ระบบ facebook ค้นหาและจับคู่ข้อมูลไปยังผู้ใช้งานที่มีข้อมูลตามที่กำหนด การทำ Customer list จะมีประโยชน์มากหากลูกค้าของคุณไม่ได้ทำการสั่งซื้อสินค้าและบริการ ผ่านช่องทางออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้จะนำมาใช้ Retarget ในส่วนที่เฟสบุ๊คไม่สามารถติดตามได้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพกลุ่มเป้าหมายให้มีความแม่นยำมากขึ้น 
  • Video – หากคอนเทนต์บนหน้าเพจของคุณส่วนใหญ่แล้วเป็นประเภทวิดีโอ รู้หรือไม่? คุณสามารถนำข้อมูลการชมวิดีโอในเฟซบุ๊กมาทำกลุ่มเป้าหมายได้ โดยจะมีให้เลือกตั้งแต่ ผู้เข้าชมที่มีการดูวิดีโอตั้งแต่ 25% 50% 75% ไปจนถึงดูจบวิดีโอ
  • facebook Page –  ยิงโฆษณา facebook ไปหาคนที่เคยมีปส่วนร่วมกับเพจ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความ การมีส่วนร่วมโพส การมีส่วนร่วมกับโฆษณา คนที่เข้ามาไลค์เฟสบุ๊คเพจของคุณต้องเป็นคนที่มีความสนใจในสินค้าของคุณอยู่แล้ว ตัวเลือกนี้จึงเป็นกลุ่มที่มีความใกล้เคียงกับลูกค้าในอุดมคติของคุณโดยตรง

Lookalike Audience

การสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีความคล้ายคลึงกันกับกลุ่มเป้าหมายที่คุณได้สร้างเอาไว้จาก Custom Audience เช่น facebook Page และ Customer list เมื่อคุณมีข้อมูลพฤติกรรมฐานลูกค้า การทำ Lookalike คือการค้นหากลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกับลูกค้าเก่า 

คุณสามารถเลือกระดับความใกล้เคียงของข้อมูลได้ตั้งแต่ 1% – 10% โดยที่ 1% จะมีความใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด และ 10% จะมีความใกล้เคียงน้อยที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วความใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายจะนิยมใช้อยู่ที่ 1%-3% เพื่อให้มั่นใจว่าตัวโฆษณาจะส่งถึงคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของธุรกิจจริงๆ

Interest Audience

หากคุณยังไม่มีข้อมูลฐานลูกค้ามากพอที่จะทำ Custom และ Lookalike Audience คุณสามารถเริ่มต้นด้วยการใช้ Interest Audience รวมถึงหากคุณต้องการที่หากลุ่มเป้าหมายใหม่ให้กับธุรกิจก็ทำได้เช่นกัน โดยการกำหนด ความสนใจ พฤติกรรม ข้อมูลประชากร ตามตัวเลือกที่ระบบโฆษณาบนเฟสบุ๊คมีให้ 

คุณสามารถเลือกได้ตั้งแต่ สถานที่ อายุ เพศ และในส่วนของ Detail Targeting จะถูกแบ่งออกเป็น ข้อมูลประชากร (Demographic), ความสนใจ (Interest), พฤติกรรม (Behavior)

  • ข้อมูลประชากร เช่น การศึกษา ความสัมพันธ์ ตำแหน่งงาน
  • ความสนใจ เช่น กาแฟ ท่องเที่ยว เสื้อผ้า
  • พฤติกรรม เช่น  ใช้งานโทรศัพท์ Android ระยะเวลาสั่งซ้อสินค้าออนไลน์

การเลือกกลุ่มเป้าหมาย Interest Audience ควรมีความใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้าของคุณมากที่สุด ซึ่งหากคุณยังไม่แน่ใจคุณอาจสร้าง Interest Audience ขึ้นมาหลายกลุ่มและยิงโฆษณาไปพร้อมกัน เพื่อทำการทดสอบว่ากลุ่มเป้าหมายไหนให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด 

**Note: อย่าลืมดู Potential Reach (การเข้าถึง) ด้านขวาบนของรูปภาพ ที่บอกถึงความกว้างของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหากมีขนาดกว้างจนเกินไปอาจทำให้โฆษณาของคุณถูกส่งไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสินค้าและบริการคุณิจริงๆ 


3.   เริ่มสร้าง Campaign กำหนดวัตถุประสงค์

เริ่มการสร้าง Campaign โดยการกดปุ่ม Create ทางซ้ายบนของหน้า Ads Manager ทางเฟสบุ๊คจะให้คุณเลือกวัตถุประสงค์ เพื่อที่ระบบจะเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา ค้นหาคนที่มีโอกาสมีส่วนร่วมตามวัตถุประสงค์มากที่สุด

ทางโฆษณา facebook ได้แบ่งประเภทของวัตถุประสงค์ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ Awareness (สร้างการรับรู้), Consideration (การตัดสินใจ) และ Conversion (ผลลัพธ์)

ก่อนจะเลือกวัตถุประสงค์คุณควรรู้ถึงเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คุณต้องการจากโฆษณาบนเฟสบุ๊คเสียก่อน เช่น

  • หากธุรกิจของคุณยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก สิ่งที่คุณต้องการคือทำให้คนจดจำแบรนด์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด การสร้างวัตถุประสงค์ประเภท Awareness ระบบจะเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา โดยการแสดงผลโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายได้เห็นมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • หากคุณต้องการให้กลุ่มเป้าหมายเริ่มคิดถึงสินค้า และบริการคุณ หาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม หรือเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ การสร้างวัตถุประสงค์ประเภท Consideration ระบบจะเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา โดยการส่งโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาส มีส่วนร่วมกับแบรนด์มากที่สุด เช่น กดไลค์ ดาวน์โหลดแอพ ชมเว็บไซต์ ส่งข้อความ เป็นต้น (ซึ่งในบางครั้งกลุ่มเป้าหมายอาจตัดสินใจซื้อตั้งแต่ขั้นตอนนี้)
  • หากคุณต้องการให้กลุ่มเป้าหมาย ซื้อหรือใช้บริการคุณ การสร้างวัตถุประสงค์ Conversion ระบบจะเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา โดยการส่งโฆษณาให้กลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้อสินค้าและบริการคุณมากที่สุด อีกทั้งหากคุณเป็นธุรกิจ E-Commerce คุณสามารเลือก Catalog Sales ที่เป็นวัตถุประสงค์สำหรับธุรกิจนี้โดยเฉพาะ

การเลือกวัตถุประสงค์ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกจะสร้าง Ad Set และ Ad เพราะหากคุณเลือกวัตถุประสงค์ผิด ระบบโฆษณา facebook อาจไม่สามารถให้ผลลัพธ์อย่างที่คุณต้องการ

**Note: อย่าลืมตั้งชื่อ Campaign ให้เรียบร้อยเพื่อที่คุณจะได้ไม่สับสนเมื่อคุณสร้างโฆษณาหลายชุด

4.   สร้าง Ad set 

ในขั้นตอนการสร้าง Ad set จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ

ส่วนที่ 1: การกำหนดงบต่อวัน และเวลาเริ่มต้น

การกำหนดงบต่อวัน หรือ Budget จะเป็นตัวกำหนดว่าโฆษณาของคุณจะถูกแสดงผลให้กลุ่มเป้าหมายมากขนาดไหน โดยที่ตัว Budget นี้สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ในส่วนของระยะเวลาโฆษณาคุณสามารถตั้งเวลาเริ่มต้น และจบโฆษณา หรือจะให้โฆษณา Run ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเวลาจบโฆษณาก็สามารถทำได้เช่นกัน

**Note: การเก็บเงินโฆษณาของ facebook จะนับเป็นการแสดงผล (Impression) หรือจำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดงผลต่อกลุ่มเป้าหมาย

ส่วนที่ 2:  การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย

คุณสามารถสร้าง Interest Audience ได้ใน Ad Set แต่ถ้าหากคุณได้สร้างกลุ่มเป้าหมายไว้แล้วในเมนู Audience อย่างที่เราได้สอนไป คุณสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายที่คุณทำการบันทึกไว้ได้เลย กลุ่มเป้าหมายไม่ควรมีความกว้างไม่มากจนเกินไป (Potential Reach) คุณควรจำกัดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา

นอกจากนี้สิ่งที่คุณควรรู้เพิ่มเติม คือ Potential Reach เป็นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเป็นได้ทั้งหมดที่ระบบเฟสบุ๊คสามารถคำนวณได้ แต่ในส่วนของ Estimated Daily Result คือจำนวนการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณจริงๆ ต่อวันตามจำนวนงบประมาณที่คุณได้กำหนดไว้ ซึ่งหากคุณตั้งงบประมาณสูงขึ้น ตัวเลขในส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้น

ส่วนที่ 3: กำหนดตำแหน่งการแสดงผล

ในส่วนนี้เป็นการกำหนดตำแหน่งการจัดวางโฆษณาว่าคุณต้องการ ให้โฆษณาของคุณแสดงผลอยู่ส่วนไหนของแพลตฟอร์มบ้าง ไม่ว่าจะเป็น facebook New Feeds, facebook Stories, Instagram Feeds, Video Feeds โฆษณา facebook ของคุณจะถูกกระจายไปตามตำแหน่งที่คุณกำหนดไว้อย่างเหมาะสม

หากคุณไม่มั่นใจว่าการแสดงผลตำแหน่งไหน จะมีประสิทธิภาพสำหรับคุณ การใช้ตัวเลือก Automatic Placement หรือการจัดวางแบบอัตโนมัติ เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทาง facebook แนะนำ ซึ่งทางระบบจะเลือกตำแหน่งที่โฆษณาจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดให้กับคุณ

5. ออกแบบโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนสุดท้ายของการลงโฆษณาบนเฟสบุ๊ค คือการสร้างสรรค์ข้อความ รูปภาพ วิดีโอให้มีความน่าสนใจ ซึ่งในส่วนนี้จะไม่มีกฏตายตัวว่าโฆษณารูปแบบไหนได้ผลดีที่สุด คุณต้องทำ Market Research เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าและผลิตคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายมีโอกาสคลิกเข้ามามากที่สุด 

อย่างไรก็ตามคุณสามารถเริ่มต้น Market Research จากการสร้างโฆษณาหลายชุด ใน Ad set เดียวกัน และทำการเปลี่ยนรูป ข้อความ หรือวิดีโอ หลังจากนั้นทำการเปรียบเทียบว่าโฆษณาตัวไหนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

**Note: เกี่ยวกับการออกแบบรูปภาพโฆษณา ก่อนหน้านี้ facebook ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราส่วนข้อความห้ามเกิน 20% ของรูปภาพ แต่ในปี 2020 ทางเฟสบุ๊คได้มีการประกาศยกเลิกใช้กฏ 20% เป็นที่เรียบร้อย

เมื่อออกแบบรูปภาพ วิดีโอ และข้อความเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถอัพโหลดเพื่อใช้ในการโฆษณาได้เลย ทั้งนี้ในส่วนสุดท้ายคุณควรเลือกปุ่ม Call-to-Action ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ ตัวอย่างในรูปภาพทาง Cotactic ได้เลือกเป็น Send Message หรือการส่งข้อความ

หากยังเลือกรูปแบบโฆษณาไม่ได้ คุณสามารถดูสถิติจาก Statista เกี่ยวกับรูปแบบการลงโฆษณา facebook ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด อ้างอิงจากความเห็นนัก Marketing ทั่วโลก เพื่อไว้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณา


วัดผลโฆษณาอย่างไร? ใช้ Metrics อะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ?

หลังจากที่คุณได้ทำการเปิดใช้งานโฆษณาเฟสบุ๊คเป็นที่เรียบร้อย คำถามต่อมาคือคุณจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าโฆษณา ประสบความสำเร็จหรือไม่? การตรวจเช็คประสิทธิภาพของโฆษณาอย่างสม่ำเสมอจะทำให้คุณทราบว่าควรจะลงทุนลงแรงกับโฆษณาชุดไหนมากที่สุด และโฆษณาชุดไหนควรปิดการใช้งาน  

ทางระบบของ facebook มี Metrics (ค่าการวัด) ให้เราเลือกมากมาย ซึ่งวัตถุประสงค์แต่ละอย่างก็ควรจะใช้ Metrics ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น Cotactic จะมาแนะนำ 5 Metrics ที่นิยมใช้กับ Campaign ส่วนใหญ่ ให้คุณได้เข้าใจกัน

อธิบายเพิ่มเติม: Metrics คือส่วนของตัวเลขที่อยู่ในกรอบสีแดงในรูปภาพ คุณสามารถเลือกดู Metrics ทั้งหมดของเฟสบุ๊คได้ โดยการคลิกที่ Columns และเลือก Customize Columns
  • Amount Spent

โดยปกติแล้วการทำงานของ facebook เมื่อทำการ Run ออกไป ทางระบบจะจัดสรรงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ ตำแหน่งการจัดวาง รวมถึงโอกาสการคลิกโฆษณาของกลุ่มเป้าหมาย การตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอว่างบประมาณของคุณถูกแบ่งออกไปในโฆษณาตัวไหนบ้างจะทำให้คุณทราบว่า โฆษณาตัวไหนที่มีประสิทธิภาพ และคุณควรลงทุนมากที่สุด 

  • Cost Per Click (CPC) และ Click Through Rate (CTR)

CPC คือจำนวนเงินเฉลี่ยที่คุณจ่ายไป เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายคลิกโฆษณาของคุณ 1 ครั้ง  

CTR คือสัดส่วนเปอร์เซ็นต์การคลิก (Clicks) ต่อการแสดงผล (Impression) 

สองส่วนนี้จะบอกถึงความน่าสนใจของโฆษณาว่า เมื่อโฆษณาของเราแสดงผลต่อกลุ่มเป้าหมายเขาสนใจโฆษณาของคุณ และมีส่วนร่วมโดยการคลิกมากแค่ไหน คงไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากโฆษณาคุณถูกแสดงผลเป็นจำนวนมากแต่กลุ่มเป้าหมายกลับไม่แสดงการตอบสนอง นั้นหมายถึงการลงทุนอย่างเสียเปล่า

ซึ่งถ้าโฆษณาของคุณมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการมากเท่าไหร่ สิ่งที่คุณควรสังเกตุหากโฆษณามีความน่าสนใจจริง คือค่า CPC ที่ต่ำ และ CTR ที่สูง

  • Cost Per Results

Cost Per Result คือ จำนวนเงินเฉลี่ยที่คุณจ่ายไป เพื่อจะได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่คุณกำหนดเอาไว้ เช่น การส่งข้อความ การมีส่วนร่วม และการดูวิดีโอ ซึ่งโฆษณาที่ประสบความสำเร็จควรมี Cost Per Results ที่ต่ำ 

อย่างไรก็ตามในบางครั้งคุณอาจเจอกับ Cost Per Result ที่สูงเมื่อเทียบกับโฆษณาคนอื่น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ นั้นอาจเป็นเพราะสินค้าและบริการของคุณมีความเฉพาะเจาะจง หรือมีราคาที่สูง ดังนั้นคุณควรดูประเภทของ สินค้าและบริการของคุณเพื่อประกอบการพิจารณาประสิทธิภาพของ Campaign ไปด้วย

  • Return On Ad Spend (ROAS)

หนึ่งใน Metric สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการวัดผลยอดขายที่ได้กลับมาเมื่อเปรียบเทียบกับ จำนวนเงินทั้งหมดที่ลงทุนในโฆษณาบนเฟสบุ๊ค ROAS จะมีคอนเซ็ปต์เหมือนกับ ROI ที่คุณคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพื่อวัดผลความสำเร็จและผลกำไรจากการลงทุนของธุรกิจ

  • Cost per Thru Play

หากรูปแบบโฆษณาของคุณเป็นวิดีโอ Cost Per Thru Play คือการวัดผลจากกลุ่มเป้าหมายที่ดูวิดีโออย่างน้อย 15 วินาที หรือจนจบ อีกทั้งใน Metric สำหรับวิดีโอยังสามารถดูได้ว่าจำนวนคนที่ดู 25% 50% 75% ของวิดีโอมีจำนวนเท่าไหร่บ้าง ทำให้คุณสามารถทราบถึงความน่าสนใจของวิดีโอในแต่ละช่วงของโฆษณา และปรับแก้ได้อย่างเหมาะสม


พร้อมไหม? เริ่มลงโฆษณา facebook ขยายช่องทางธุรกิจ

โฆษณาบน facebook ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงง่ายและใช้งานง่ายอยู่แล้ว ด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่ทางระบบมีให้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการขยายช่องทางธุรกิจทุกประเภท แต่เพื่อที่จะสร้างโฆษณาให้ประสบความสำเร็จ คุณเพียงต้องใช้เวลาศึกษา อาศัยประสบการณ์ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้

หรือหากคุณกำลังมองหา Digital Marketing Agency เข้ามารับทำ Facebook หรือเข้ามาช่วยดูแลวางแผนการตลาด ตั้งแต่ต้นจนจบ Cotactic พร้อมบริการเป็นมือขวาด้านการตลาดออนไลน์ เป็นที่ปรึกษา พร้อมแก้ไขปัญหาไปธุรกิจไปพร้อมกับคุณ 

สนใจติดต่อ โทร. 02-259-2456


 

 

Facebook Comment
บทความที่เกี่ยวข้อง

SEM คืออะไร มีกี่ประเภท สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ภายใน 5 นาที

Reading Time: 5 minutes หลายครั้งที่คุณค้นหาข้อมูลบน Google คุณจะพบว่าบางเว็บไซต์ที่ปรากฏเป็นอันดับแรก ๆ บนหน้า Google Search จะมีคำว่า Ad ตัวเล็ก ๆ กำกับอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์เสมอ นั่นแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังทำการตลาดแบบ SEM หรือ Search Engine Marketing เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย Search เจอเว็บไซต์ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ๆ แท้จริงแล้วการทำ SEM คืออะไร? หากต้องการจะทดลองทำต้องเริ่มต้นจากอะไร มาเรียนรู้ไปด้วยกันในบทความนี้! SEM คืออะไร? Search Engine Marketing หรือ SEM คือ การทำการตลาดบน Search Engine เช่น Baidu, Bing, Yahoo รวมถึง Search Engine ที่ได้รับความนิยมสูงสุดอย่าง Google ซึ่งการตลาดในลักษณะนี้จะต้องอาศัยการกำหนด Keyword ขึ้น ก่อนดำเนินการปรับแต่งเว็บไซต์ หรือจ่ายค่าโฆษณา เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรก ๆ […]

Google Trends คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรกับการทำ SEO

Reading Time: 2 minutes อย่างที่เราทราบกันดีว่าการทำ SEO คือ การปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาภายในของตัวเว็บไซต์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทาง Google ได้กำหนดไว้ เช่น ปรับแต่งตัวเว็บให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, ใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องลงไปในเนื้อหา หรือจัดเรียงหัวข้อและคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้เป็นระเบียบ เป็นต้น ซึ่งการปรับแต่งเหล่านี้จะทำให้ Google เลือกแสดงเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับต้น ๆ บนหน้าค้นหา เพราะอัลกอริทึ่มจะมองว่าเว็บไซต์ของเราว่ามีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานนั่นเอง โดยการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพในปัจจุบันนั้น อาจต้องพึ่งพาเครื่องมือหรือตัวช่วยดี ๆ เพื่อที่จะทำให้การทำงานของเราสะดวกและแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ วันนี้ Cotactic จึงอยากจะพาผู้ประกอบการทุกท่านไปรู้จักกับ Google Trend เครื่องมือสารพัดประโยชน์ที่ช่วยให้การทำ SEO เป็นไปได้อย่างราบรื่น และต่อยอดการทำงานด้านอื่น ๆ ได้อีกมากมาย โดยมันจะมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจมากน้อยขนาดไหน เราไปดูกันเลยครับ Google Trends คืออะไร Google Trends คือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มหรือพฤติกรรมการค้นหา Keyword ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน โดยนำปริมาณการค้นหา Keyword […]

ทำ SEO ช่วยเพิ่ม Organic Traffic อย่างมีคุณภาพ ทำให้เว็บไซต์ไม่ตกอันดับ

Reading Time: 2 minutes หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยสำหรับคนทำเว็บไซต์ก็คือ จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มีจำนวนไม่มาก หรือมีคนเข้ามาชมเว็บไซต์น้อยเกินไป ทำให้อันดับของเว็บไซต์ลดลง เว็บไซต์ไม่ติดอันดับการค้นหาบน Search Engine ซึ่งการทำ SEO เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยเพิ่มยอด Organic Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี แถมยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้นยังเป็นยอดผู้เข้าชมที่มีคุณภาพ ส่งผลต่อการติดอันดับของเว็บไซต์ ในวันนี้เราเลยจะพาทุกคนมาทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิมกันว่า ว่าออแกนิคTraffic คืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง แล้วการทำ SEO จะสามารถช่วยเพิ่มยอดผู้เข้าชมให้กับเว็บไซต์ของเราได้มากน้อยขนาดไหน มาทำความรู้จักไปพร้อม ๆ กันเลย    ทำความรู้จัก Organic Traffic คืออะไร  คือ จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่เข้ามาชมเว็บไซต์อย่างธรรมชาติ โดยจะเข้าชมผ่านการใช้ Keyword ในการค้นหาบนหน้า Search Engine หรือ Google นั่นเอง ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นธรรมชาตินั้นจะมีความแตกต่างจากยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์จากการยิง Ads โฆษณา หรือ Paid Traffic   เนื่องจากการเข้าชมเว็บไซต์แบบออแกนิค Traffic นั้นไม่ต้องเสียเงินในการทำโฆษณา เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็น และกดเข้ามารับชมเว็บไซต์ […]

Reading Time: 2 minutesCOTACTIC